ข่าวอาชญากรรม

กาฬสินธุ์ชาวบ้านผวาโจรงัดบ้าน-กุฏิพระรายวันวอนตำรวจช่วยเร่งจับ

ชาวบ้านคำกั้ง ตำบลเหล่าใหญ่ อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬ […]

สะเทือนใจสุดเศร้าภรรยาเคาะโลง บอกวิญาณสามีเหยื่อวัยรุ่นปืนโหดสู่สุคติ

ผู้ใหญ่บ้านแสนสุข วอนตำรวจเร่งสืบคดี ”ครูต้นสน” ให้ประชาชนสิ้นสงสัย อย่าพึ่งตั้งธงเสพยาหลอนผูกคอตาย

วิญญาณครูต้นสนเฮี้ยนเข้าฝันหลาน บอกถูกค้อนทุบหัวตายอย่างทรมาน ขณะที่ รองผบช.ภ.4 เผย ผู้ต้องสงสัยอ้างครูต้นสนเสพยานจนหลอนแล้วฆ่าตัวตาย

เผยพิรุธศพ “ครูต้นสน” เป็นเหยื่อฆาตกรรม ผู้การฯจัดชุดใหญ่คลี่คลายคดี จับตากลุ่มเพื่อนสนิท-เรียน ป.โท ต้องสงสัย

ข่าวการเมือง

กาฬสินธุ์ผลเลือกตั้งนายกอบต.อย่างไม่เป็นทางการผู้สมัครหน้าใหม่เข้าวินเพียบ

ผลการเลือกตั้งนายกอบต.71 แห่ง ในพื้นที่ 18 อำเภอของจังห […]

เลือกตั้งท้องถิ่นคึกคักเข้มมาตรการป้องกันโควิด

กาฬสินธุ์ปูพรมมอบหน้ากากอนามัยป้องกันโควิดลดภาระเกษตรกรราคาข้าวตกต่ำ

ข่าวการเมือง

“บุญลือ” ปลุกคนดำเนินสร้างวินัย สร้างภูมิคุ้มกัน-พร้อมบรรเทาทุกข์ผู้ป่วยโควิด

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 ที่ศาลาเอกนกโรงพยาบาลส่งเส […]

มหานิยมฉุนขาดผอ.พศ.กาฬสินธุ์ดอดพบพระขอให้ถอนแจ้งความลั่นเจอกันที่ศาล

กาฬสินธุ์ 4 ส.ส.เพื่อไทยเดือดแจ้งจับ ผอ.พศจ.กาฬสินธุ์กล่าวหาเท็จชี้เจตนาทำแผ่นดินอีสานแตกแยก

เปิดสหัสขันธ์เมืองท่องเที่ยว โชว์ควายยักษ์เงินล้าน

เปิดงานนมัสการหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์  คึกคักขนควายยักษ์ราคาหลักล้านโชว์อลังการ พร้อมเปิดนิทรรศการโครงการทำดีเพื่อพ่อสานต่อพระราชปณิธาน ในหลวง ร.๙  จัดใหญ่ขบวนแห่หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์รอบเมืองหวังให้คนสหัสขันธ์ผ่านพ้นวิกฤติ โควิด https://www.youtube.com/watch?v=irLT9NHFpzc&feature=youtu.be พระครูสิทธิวราคม ดร. เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน  ตำบลนิคม  อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ทำพิธีอัญเชิญหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์จำลอง แห่รอบอำเภอสหัสขันธ์สร้างสิริมงคลและขวัญกำลังใจให้ประชาชนในอำเภอสหัสขันธ์ ให้ผ่านพ้นวิกฤติสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด19 ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็ว  โดยเฉพาะด้านงานท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักของประชากรในพื้นที่  โดยขบวนแห่ประกอบด้วยขบวนเชิญผ้าห่มพระพุทธเจดีย์ศรีสัตตราช  ขบวนนางรำ และองค์พระที่ประดิษฐานบนรถยนต์  กำหนดเส้นทางตั้งแต่ตัวอำเภอสหัสขันธ์ ถึงวัดเวฬุวันระยะทางกว่า 10 กม.  โดยมีนายชานุวัฒน์  วรามิตร  นายก อบจ.กาฬสินธุ์ เป็นประธานเปิดงาน โครงการทำดีเพื่อพ่อสานต่อพระราชปณิธานในหลวง ร.๙ และงานนมัสการหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์  มีนางสาวแววตา  นระทัด  นายอำเภอสหัสขันธ์ นายวิญญู  ขันผง  นายกเทศมตรีตำบลนิคม  นางอรวิภา  แก้วยิ่ง ปลัดเทศบาลตำบลนิคม  นายพิเชษฐ์  ปรีจิต  กำนันตำบลนิคม และประชาชนร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก  โดยกิจกรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและมีบรรยากาศคึกคักอย่างมากจะเป็นการนำควายยักษ์เงินล้านของซุ้มควายกาฬสินธุ์ นำโดย ผศ.ดร.สมจิตร  กันธาพรม หรือ ดร.จ๋องคนเลี้ยงควาย ที่ขนเอาควายในกลุ่มคนเลี้ยงควายมาโชว์ในงานกว่า 20 ตัว ดาวเด่นปีนี้มีควายหลักล้านค่ายแพรวา มาโชว์ 1 คู่ ราคาที่ 7 ล้านบาท  ควายยักษ์แมมมอธ  น้ำหนักกว่า 1.6 ตัน โดยเปิดขายหญ้าป้อนควาย เพื่อนำรายได้เข้าสาธารณกุศลร่วมกับวัดเวฬุวัน  ซึ่งตลอด 3 วัน ระหว่างวันที่ 4-6 ธ.ค. นี้ จะมีควายจากทั่วประเทศมาโชว์ในงานทุกวัน  ผู้ที่สนใจสามารถมาชมและปรึกษาเทคนิคการเลี้ยงควายในงานได้  จากนั้นนายวิญญู  ขันผง  นายก ทต.นิคม  ได้นั่งควายโชว์รอบงานเรียกเสียงฮือฮาจากผู้ร่วมงานอย่างมาก พระครูสิทธิวราคม ดร. เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน กล่าวว่า ในวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันพ่อ ปีนี้ได้จัดพิเศษภายใต้มาตรการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 เป็นการร่วมกันระหว่างวัด เทศบาล และชุมชน  รวมถึงภาคเอกชนที่เข้ามาขับเคลื่อนสร้างสีสันของงานให้มีหลากหลาย ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วย โดยได้ผสานเอาวิถีพุทธ การปฏิบัติธรรม ฟังธรรมเทศนาผนวกเข้ากับกิจกรรมบูรพาจารย์ทำบุญระลึกถึงหลวงปู่สอ พันธโล และอดีตเจ้าอาวาสวัดเวฬุวันที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติมาทุกปี  แบบเรียบง่ายตามวัตรปฏิบัติวัดสายป่ากาฬสินธุ์ 

กาฬสินธุ์ปูพรมมอบหน้ากากอนามัยป้องกันโควิดลดภาระเกษตรกรราคาข้าวตกต่ำ

เลขานุการนายก อบจ.กาฬสินธุ์ เป็นตัวแทนที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเดินเท้าปูพรมมอบหน้ากากอนามัย ตั้งเป้า 3.5 ล้านชิ้นช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและเกษตรกรผลผลิตข้าวนาปีตกต่ำและผู้ปกครองช่วงเปิดเทอม พร้อมเชิญชวนประชาชนฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564 ที่บ้านขมิ้น ต.ขมิ้น อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ นายกีรฒิการย์ พิมพะนิตย์ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วน จ.กาฬสินธุ์ เป็นตัวแทนนายวิรัช พิมพะนิตย์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นำหน้ากากอนามัยเดินเท้าปูพรมเคาะประตูบ้านมอบให้กับประชาชนหลังคาเรือนละ 1 กล่อง จำนวน 50 ชิ้น เพื่อช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อหน้ากากมาสวมใส่ป้องกันโรคโควิด-19ให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพทำนาและกำลังเก็บเกี่ยวผลิตข้าวที่ประสบปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำกิโลกริมละ 5 บาท รวมทั้งเป็นการลดภาระให้กับผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอมและผู้สูงอายุที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้มีหน้ากากสวมใส่ป้องกันโรคโควิด-19 โดยจะมีการปูพรมมอบหน้ากากอนามัย ทั้งหมด 3,500,000 ชิ้นให้กับทุกหลังคาเรือน คลอบคลุม16 ตำบล 185 หมู่บ้าน ในพื้นที่อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมทั้งรณรงค์เชิญชวนประชาชนออกมารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้มากที่สุด อย่างน้อยให้ได้ 70 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรชาวกาฬสินธุ์ นายกีรฒิการย์ พิมพะนิตย์ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วน จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นตัวแทนท่านที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นำหน้ากากอนามัยมามอบให้พี่น้องประชาชน เนื่องหลายพื้นที่ก็ยังพบการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อยู่ ซึ่งหน้าหากมีความจำเป็นต้องใช้ จะได้ไม่ต้องซื้อ ลดภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะพ่อแม่พี่น้องที่มีอาชีพทำนากำลังเก็บเกี่ยวผลิตข้าวและประสบปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำกิโลกรัมละ 5 บาท ผู้ปกครองที่ลูกเปิดเทอมใหม่ และผู้สูงอายุที่ได้มีหน้ากากสวมใส่ป้องกันโรคโควิด-19 โดยจะมอบให้ทุกหลังคาเรือน และหากไม่อยู่บ้านก็จะวางไว้หน้าบ้าน และมีเป้าหมายปูพรมมอบ 3,500,000 ชิ้น ให้คลอบคลุมคลอบคลุม16 ตำบล 185 หมู่บ้าน ในพื้นที่อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ด้านนางอำพร สินธุโคตร อายุ 66 ปี เกษตรกรที่กำลังเก็บเกี่ยวข้าวบ้านขมิ้น ต.ขมิ้น อ.เมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ปกติหากออกจากบ้านก็จะสวมใส่หน้ากากอนามัยซื้อมาจากร้านค้าชิ้นละ 5 บาท ซึ่งการที่ได้รับหน้ากากครั้งนี้ก็สามารถลดค่าใช้จ่ายให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะราคาข้าวตกต่ำกิโลกรัมละ 5 บาท เพราะไม่ต้องซื้อหน้ากากเองอีกนานหลายวัน จึงขอขอบคุณพ่อใหญ่หมู ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และลูกชาย พร้อมทีมงานที่นำมามอบให้นอกจากนี้ทางด้านนายณัฐวัชต์ พิมพะนิตย์ หรือ สจ.เบ๊นซ์ รองประธานสภา อบจ.กาฬสินธุ์ ยังเป็นตัวแทนนายวิรัช พิมพะนิตย์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่ากระทรวงการคมนาคมอีกคณะ

ชีวิตชาวนา ตากข้าวเปลือกชะลอขาย หวังได้ราคาสูงกว่า 5 บาท

ผลกระทบจากราคาข้าวเปลือกนาปีที่ตกต่ำ เพียงกิโลกรัมละ 5 บาท ส่งผลให้ชาวนาที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ชะลอการขาย โดยนำเมล็ดข้าวเปลือกที่จ้างรถเกี่ยวไปตากแดดให้แห้ง เพื่อหวังขายข้าวให้ได้ราคาสูงกว่ากิโลกรัมละ 5 บาท และดีกว่าการขายข้าวสดเพิ่มอีกกิโลกรัมละ 1-2 บาท เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ของชาวนาใน จ.กาฬสินธุ์ ที่นิยมจ้างรถเกี่ยวข้าว ถึงแม้จะจ่ายค่าจ้างสูงถึงไร่ละ 800-1,000 บาท เนื่องจากรวดเร็ว ประหยัดเวลา โดยพบว่าเริ่มนำเมล็ดข้าวไปตากแดดให้แห้ง มากกว่าที่จะนำข้าวเกี่ยวสด ไปขายให้กับพ่อค้าคนกลาง ที่ยังกดราคารับซื้อที่กิโลกรัมละ 5 บาท ทั้งนี้การนำข้าวเปลือกแห้งไปขาย จะได้ราคาสูงกว่าข้าวสด เพราะจะไม่ถูกหักค่าความชื้น นายบุญมี ภูบัวเพชร อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 60  ชาวนาบ้านหนองทุ่ม หมู่ 1 ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ราคาข้าวเปลือกนาปีที่ตกต่ำ เพียงกิโลกรัมละ 5 บาทดังกล่าว ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ เกิดความเดือดร้อนให้กับชาวนาและผู้ประกอบการเกี่ยวกับข้าวเป็นอย่างมาก โดยตนเป็นทั้งชาวนาและเจ้าของรถรับจ้างขนส่งข้าว ปีที่ผ่านมาราคาขายข้าวเปลือกเริ่มต้นที่กิโลกรัมละ 7-8 บาท ปุ๋ยถุงละ 800 บาท ค่ารถเกี่ยวไร่ละ 600 บาท ค่าขนส่งข้าวเที่ยวละ 300 บาท อยู่ในเกณฑ์พอดี ชาวนาและผู้ประกอบการพอจะยอมรับได้ ไม่เดือดร้อนเหมือนทุกวันนี้ นายบุญมีกล่าวอีกว่า บรรยากาศการเก็บเกี่ยวและขายข้าวเปลือกนาปีสำหรับปีนี้ ชาวนาทุกคนตลอดจนผู้ประกอบกาทั้งรถเกี่ยวข้าว รถรับจ้างขนส่งข้าว ได้รับความเดือดร้อนจากภาวะราคาขายข้าวเปลือกตกต่ำ ปุ๋ยเคมีและน้ำมันราคาแพง จนทุกวันนี้ไม่มีชาวนาคนใดอยากจะเอาข้าวไปขาย เพราะขาดทุน ดังนั้น หลังจากจ้างรถเกี่ยวเสร็จแล้วจึงเอาไปผึ่งแดด หรือตากแดดให้เมล็ดข้าวแห้ง โดยจะตากประมาณ 3 แดด เพื่อให้เมล็ดแห้งพอดี จากนั้นจึงจะนำไปขาย เพื่อหวังว่าจะได้ราคาสูงกว่ากิโลกรัมละ 5 บาท และราคาดีกว่าการขายข้าวเปลือกเกี่ยวสด เพราะจะไม่ถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาหรือหักค่าความชื้น ซึ่งปกติจะได้ราคาสูงกว่าข้าวเกี่ยวสดกิโลกรัมละ 1-2 บาท นายบุญมีกล่าวเพิ่มเติมว่า การนำเมล็ดข้าวเปลือกไปตากแดดให้แห้งดังกล่าว ยังเป็นการชะลอการขาย เพื่อรอทิศทางราคาข้าวเปลือกจะสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ตนซึ่งเป็นทั้งชาวนาและผู้ประกอบการขนส่งข้าวเปลือก เคยมีรายได้จากการขนส่งข้าวเปลือกจากแปลงนา

ฝันร้ายชาวนา เผยราคาข้าวต่ำสุดขาดทุน อนาคตมืดมน ไร่ละกว่า 3 พันบาท

ชาวนาที่จังหวัดกาฬสินธุ์แจงบัญชีรายจ่ายทำนาต้นทุนสูง เฉลี่ยไร่ละกว่า 5,600 บาท ขณะที่ขายข้าวได้แค่กิโลกรัมละ 5 บาท ผลผลิตข้าวไร่ละ 400 กิโลกรัม ได้เงินไร่ละ 2,000 บาท ขาดทุน 3,600 บาท ระบุราคาข้าวที่ตกต่ำสุดเหมือนฝันร้าย  หวังจะขายข้าวชำระค่าปุ๋ยเคมีและหนี้ ธ.ก.ส.ก็ต้องผิดหวัง น้ำตาตกใน อนาคตชาวนามืดมน เรียกร้องรัฐบาลช่วยเหลือ โดยเพิ่มราคารับซื้อข้าวสูงขึ้นอย่างน้อยกิโลกรัมละ 8 บาท เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 จากการติดบรรยากาศในฤดูเก็บเกี่ยวและขายผลผลิตข้าว ของชาวนาที่ จ.กาฬสินธุ์ พบว่าเริ่มเก็บเกี่ยวมาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม โดยเฉพาะพื้นที่ใช้น้ำชลประทานลำปาว เพราะได้รับน้ำอย่างทั่วถึง จึงได้ทำนาต้นปี โดยมีการเพาะปลูกข้าวอายุสั้น หรือคือข้าวเหนียว กข.22 เพื่อเป็นเมล็ดพันธุ์สำหรับเพาะปลูกข้าวนาปรัง ขณะที่ข้าวนาปีที่ใช้ข้าวพันธุ์ กข.6 จะเริ่มเก็บเกี่ยวกลางเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป เพื่อเก็บไว้กินในครัวเรือนและแบ่งไปจำหน่าย หวังเงินรายได้เลี้ยงครอบครัว ใช้หนี้ปุ๋ยเคมี และชำระหนี้ ธ.ก.ส. นายปี วรรณศรี อายุ 69 ปี เกษตรกรบ้านแสนสำราญ หมู่ 4 ต.นาเชือก อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตามที่มีเพื่อนชาวนาเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวเหนียวพันธุ์ กข.22 ไปขายให้กับพ่อค้าคนกลาง ได้ราคา ก.ก.ละ 5 บาท ถือเป็นข่าวร้ายและฝันร้ายให้กับตนและคนที่ประกอบอาชีพชาวนาเป็นอย่างมาก เนื่องจากการประกอบอาชีพทำนา ซึ่งถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาตินั้น  เป็นอาชีพที่หนักและลำบาก โดยเฉพาะลงทุนสูงมาก แต่ผลตอบรับกลับไม่คุ้มค่า เหตุต้นทุนการลิตสูงลิ่ว ราคารับซื้อข้าวตกต่ำ ต่างกันราวฟ้ากับดิน ไปขายข้าวกลับมามือเปล่า ตกอยู่ในอาการน้ำตาตกใน เพราะขายข้าวขาดทุน นายปีกล่าวอีกว่า สำหรับตนมีพื้นที่ทำนา 10 ไร่ ใช้น้ำจากสถานีสูบน้ำท้ายเขื่อนลำปาวเป็นหลัก โดยปลูกทั้งข้าวเหนียวพันธุ์ กข. 22 และ กข.6 ทุกปีที่ผ่านมาทำนาหว่าน เพราะประหยัดต้นทุนค่าจ้างแรงงานถอนกล้าและปักดำ ได้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 400 ก.ก.โดยปีที่ผ่านมานำข้าวเปลือกไปขายได้ ก.ก.ละ 6 บาท ปรากฏว่าขาดทุน เนื่องจากถูกพ่อค้าคนกลางหักค่าความชื้นและสิ่งเจือปน สำหรับการทำนาปีนี้ เพื่อป้องกันข้าวปลอมปน ที่จะถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา ตนจึงได้ทำนาดำ

“เย็บจักร ปักมือ” ต่อยอดผลิตภัณฑ์ร่มผ้าขาวม้าแฮนด์เมด สร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน

มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ร่วมกับ กศน.ตำบลแจนแลน อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ จัดโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคม ด้วยการพัฒนาทักษะ ประสบการณ์ “เย็บจักร ปักมือ” ต่อยอดผลิตภัณฑ์ร่มผ้าขาวม้า ร่มแพรวากาฬสินธุ์ เป็นผลิตภัณฑ์กระเป๋าหลากหลายรูปแบบ เพิ่มทางเลือกและช่องทางการตลาด สร้างอาชีพ และรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน https://www.youtube.com/watch?v=aVLlLr-ZQuA ที่ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ต.แจนแลน อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ผศ.กฤษณ์ ขุนลึก และนิสิต นักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสุขภาพ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ร่วมกับนางพานธิวา ผิวอุดม ครูผู้ช่วย กศน.อ.กุฉินารายณ์ นางดรุณี โกมาร  ครู กศน.ต.แจนแลน นายพิสมัย สีน้อยขาว ครู กศน.ตำบลสามขา นายวุฒิภัทร นนทะมาตย์  ครูประจำศูนย์การเรียนชุมชนและบุคลากร เจ้าหน้าที่ จัดอบรมแปรรูปผ้าขาวม้า เป็นผลิตภัณฑ์กระเป๋ารูปแบบต่างๆ โดยมีนางเกสร เพิ่มขึ้น  ประธานกลุ่มร่มผ้าขาวม้าแจนแลน และสมาชิกกลุ่มทั้งผู้สูงอายุ วัยทำงาน เยาวชน ร่วมเข้ารับการอบรม โดยทุกคนที่เข้าร่วมอบรม ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ผศ.กฤษณ์ ขุนลึก และนิสิต นักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสุขภาพ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบกับนิสิต นักศึกษา ตลอดชนประชาชน ที่เป็นผู้ปกครองในหลายๆด้าน เป็นอุปสรรคในการเข้ารับการศึกษาและหางานทำ ทำให้เสียโอกาสในการประกอบอาชีพ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จึงได้จัดโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมขึ้น โดยร่วมกับศูนย์บริการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ต.แจนแลน อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ จัดโครงการดังกล่าวขึ้น ทั้งนี้ ได้นำนิสิต นักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสุขภาพ ร่วมกับครู กศน.เป็นวิทยากร เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพให้กับนักเรียน กศน. ตลอดจนแม่บ้าน ประชาชน เยาวชน ที่สนใจเข้ารับการอบรม                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                           ผศ.กฤษณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับ กศน.ต.แจนแลน ได้ริเริ่มกิจกรรมส่งเสริมอาชีพ ด้วยโครงการ “เย็บจักร ปักมือ” โดยมีผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับกลุ่มแม่บ้านเป็นอย่างดี คือผลิตภัณฑ์ “ร่มผ้าขาวม้า ร่มแพรวากาฬสินธุ์” ซึ่งเป็นงานแฮนด์เมดที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

ชาวนาโอด ข้าวเหนียวเขาวงราคาตกต่ำสุดในรอบ 20 ปีขายขาดทุนยับ

ชาวนาในอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ และหลายอำเภอที่ปลูกข้าวเหนียวเขาวง ซึ่งเป็นสุดยอดข้าวเหนียวหอมนุ่มอร่อยของเมืองน้ำดำกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก หลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โรงสีต่างจังหวัดไม่มารับซื้อ ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกนาปีเหลือเพียงกิโลกรัม 7 บาท ขายขาดทุนยับ ตกต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี แต่ต้นทุนการผลิตสูง ทั้งค่าแรงเก็บเกี่ยว และค่าปุ๋ย เผยฤดูกาลเก็บเกี่ยวนี้มีแนวโน้มลดลงอีกเหลือกิโลกรัมละ 5 บาท ราคาถูกกว่าบะหมี่สำเร็จรูป วอนรัฐบาลเร่งช่วยเหลือ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านในพื้นที่ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นเกษตรกรที่ปลูกและผลิตข้าวเหนียวเขาวง ซึ่งเป็นข้าวที่ขึ้นชื่อของ จ.กาฬสินธุ์ เนื่องจากมีความหอม นุ่ม เมล็ดโต และปลูกได้เป็นบ้างพื้นที่เท่านั้น ต่างพากันจับกลุ่มพูดคุยกันเกี่ยวกับปัญหาราคาข้าวเปลือกเขาวงนาปีที่กำลังตกต่ำ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้พ่อค้า แม่ค้าคนกลาง และโรงสีต่างจังหวัดไม่มารับซื้อเหมือนทุกๆปีที่ผ่านมา และมีข้าวนอกพื้นที่มาตีตลาด ส่งผลให้ล่าสุดราคารับซื้อข้าวเปลือกอยู่ที่กิโลกรัมละ 7 บาท หรือตันละ 7,000 บาท จากปกติหลายปีที่ผ่านมาราคารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 10-12 บาท หรือตันละ 10,000-12,000 บาท ราคาต่ำสุดในรอบ 20 ปี ทำให้เกษตรกรขายข้าวขาดทุนยับ นอกจากนี้เกษตรกรยังระบุว่า ราคาข้าวเปลือกข้าวเหนียวเขาวงในฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่กำลังจะมาถึงนี้ยังมีแนวโน้มลดลงอีกเหลือกิโลกรัมละ 5 บาท หรือตันละ 5,000 บาท จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ    นางเสียงพิณ  ระม้ายศรี  อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่13 บ้านโนนเจริญ  ต.กุดสิมคุ้มใหม่  อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์   กล่าวว่า ราคาข้าวเปลือกข้าวเหนียวเขาวงนาปีในปีนี้ตกต่ำเป็นอย่างมาก เพราะตั้งแต่ตัวเองทำนามาก็ไม่เคยเห็นราคาข้าวนาปีตกต่ำขนาดนี้มาก่อน ยิ่งเป็นข้าวเหนียวเขาวง ซึ่งเป็นข้าวที่ขึ้นชื่อของ จ.กาฬสินธุ์แล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะราคาต่ำสุดในรอบ 20-30 ปี เนื่องจากราคาข้าวเปลือกในแต่ละปีจะอยู่ที่ กิโลกรัมละ 10-12 บาท แต่ในปีนี้กลับมีราคาเพียงกิโลกรัมละ 7 บาท ยิ่งเป็นข้าวที่กำลังจะเก็บเกี่ยวยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะทราบว่าพ่อค้าคนกลางรับซื้อเพียงแค่กิโลกรัมละ 5 บาทเท่านั้น ราคาถูกกว่าบะหมี่สำเร็จรูปอีก ทั้งนี้หลายคนมองว่าสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ข้าวไม่สามารถส่งไปขายได้ตามปกติ
© สงวนลิขสิทธิ์ สำนักข่าวเสียงภูพาน สนใจนำบทความไปเผยแพร่ ติดต่อ โทร.084-5904691