ข่าวอาชญากรรม

ตำรวจเขาวงรวบ 3 เอเย่นต์ยึดกลางกลางกว่า 1.2 หมื่นเม็ด

ตำรวจสภ.เขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์จับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติ […]

ผู้ว่ากาฬสินธุ์กำชับทุกหน่วยงานเร่งช่วยเหลือ 24 ชีวิตอย่างเร่งด่วน ตร.เค้นสอบหนุ่มหลอนยาเผาบ้าน 6 หลัง

ฝากขังหนุ่มทวงหนี้ค่ายาบ้าโหดคัดค้านการประกันตัว แจ้ง 7 ข้อหาหนัก

หนุ่มคลั่งยาจุดไฟเผาบ้านตัวเองลามบ้านข้างเคียงวอด 6 หลัง

คุมตัวเจ้าหนี้โหด ทำแผนทวงหนี้ค่ายาบ้ายิงดับกลางวงข้าว

ข่าวการเมือง

ที่ปรึกษารมว.คมนาคมรับหนังสือกลุ่มผู้ค้าตลาดนัดสวนจตุจักรขอผ่อนผันค่าเช่า

กลุ่มพ่อค้า แม่ค้าตลาดนัดสวนจตุจักรยื่นหนังสือถึงรัฐมนต […]

“ลำคลองต้องดี” หาเสียงเลือกตั้งนายกเทศบาลตำบลคึกคัก ลุยเคาะประตูบ้านขอคะแนน

“ชานุวัฒน์ วรามิตร” นายกอบจ.กาฬสินธุ์ แถลงนโยบายยึดหลักพัฒนากาฬสินธุ์บ้านเราต้องดีกว่านี้

ข่าวการเมือง

ฤกษ์ดี นายกอบจ.กาฬสินธุ์คนใหม่นำทีมชูนโยบายกาฬสินธุ์ต้องดีกว่านี้

นายกอบจ.กาฬสินธุ์ พร้อมทีมบริหารป้ายแดงถือฤกษ์ 08.29 น. […]

สำนักงาน กกต.กาฬสินธุ์ เร่งสร้างความรู้เลือกตั้งท้องถิ่นสมานฉันท์

เสริมมงคล ผู้สมัครเลือกตั้งนายกเทศบาลกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์สู้ศึกเลือกตั้งท้องถิ่น

เปิดตลาดสยามไนท์สมเด็จ แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของกาฬสินธุ์ ชิม ช็อป เที่ยว

เปิดยิ่งใหญ่ตลาดไนท์บาร์ซ่า สยามไนท์สมเด็จ จุดเช็คอินถ่ายภาพกับต้นซากุระสีชมพูจำลอง อุโมงค์ไฟขนาดใหญ่ และจุดคล้องกุญแจแห่งความรัก แลนด์มาร์คใหม่ของจังหวัดกาฬสินธุ์ ชิม ช็อป เที่ยว ส่งเสริมพ่อค้า แม่ค้า และประชาชนมีพื้นที่จำหน่ายสินค้าสร้างอาชีพและรายได้ https://www.youtube.com/watch?v=2A-bCR02PT0&feature=youtu.be                 ที่ตลาดสยามไนท์สมเด็จ ตั้งอยู่ริมถนนอำเภอสมเด็จ-สกลนคร ทางขึ้นเขาภูพาน อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ นายวิรัช พิมพะนิตย์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการคมนาคม นายอดิศร วิฑูรย์ศิลป์ นายอำเภอสมเด็จ นายพุฒธิธร ทิพย์จริยาอุดม และนางเพชรลดา ทิพย์จริยาอุดม เจ้าของโครงการและเจ้าของตลาดสยามไนท์สมเด็จ ร่วมกันทำพิธีเปิดตลาดไนท์บาร์ซ่า สยามไนท์สมเด็จ ซึ่งเป็นสถานที่จำหน่ายสินค้า จุดเช็คอิน และจุดแลนด์มาร์กแห่งใหม่ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ โดยมีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พ่อค้า แม่ค้า และประชาชนชาวอำเภอสมเด็จร่วมงานจำนวนมาก                 โดยกิจกรรมในงานพิธีเปิดมีการแสดงเชิดสิงโต จัดสถานที่มุมเช็คอินถ่ายภาพกับต้นซากุระสีชมพูจำลอง อุโมงค์ไฟขนาดใหญ่ และจุดคล้องกุญแจแห่งความรัก การจำหน่ายสินค้าต่างๆ และการแสดงคอนเสิร์ต ซึ่งก่อนเข้างานเจ้าหน้าที่ และ อสม. ได้มีการตั้งจุดคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิ จัดเจลแอลกอฮอล์ล้างมือทางเข้า-ออกงาน พร้อมกำชับให้ผู้ร่วมงานปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด                 นายพุฒธิธร ทิพย์จริยาอุดม  เจ้าของโครงการตลาดสยามไนท์สมเด็จ กล่าวว่า สำหรับตลาดไนท์บาร์ซ่า สยามไนท์สมเด็จ มีเนื้อที่ 5 ไร่ มีล็อคขายสินค้าทั้งหมดมากกว่า 300 ล็อค ทั้งนี้วัตถุประสงค์ในการก่อสร้างตลาดขึ้นนั้น เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในท้องถิ่น และเปิดโอกาสให้พ่อค้า แม่ค้า และประชาชนทั่วไปได้มีพื้นที่จำหน่วยสินค้า เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจที่ซบเซาช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นายพุฒธิธร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ภายในตลาดสยามไนท์สมเด็จยังมีจุดเช็คอินถ่ายภาพกับต้นซากุระสีชมพูจำลอง อุโมงค์ไฟขนาดใหญ่สูง 10 เมตร และจุดคล้องกุญแจแห่งความรักเป็นสถานที่ เพื่อให้คู่รักได้มาคล้องกุญแจด้วยกัน โดยมีสยามไนท์สมเด็จเป็นสักขีพยาน อย่างไรก็ตามในการเปิดตลาดนั้น เบื้องต้นได้ให้พ่อค้า แม่ค้า นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายฟรี 1 เดือน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อแบ่งเบาภาระในช่วงสถานการณ์โควิด-19 อีกด้วย ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนประชาชนชาว จ.กาฬสินธุ์ และจังหวัดใกล้เคียงเข้ามา ชิม ช็อป เที่ยว ซึ่งเปิดบริการตั้งแต่เวลา 16.00 น. –

พัฒนาชุมชนอำเภอเมือง ระดมปราชญ์ชาวบ้านน้อมนำศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาความยากจน

สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์  เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการสัมมาชีพชุมชน ตามกลยุทธ์ชาวบ้านสอนชาวบ้าน  นำปราชญ์ชุมชนด้านอาชีพต่างๆ ส่งเสริมทักษะและให้ความรู้ด้านอาชีพแก่ครัวเรือนยากจน  โดยน้อมนำศาสตร์พระราชา มาประยุกต์กับโครงการพัฒนาสัมมาชีพชุมชน  เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน และฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนหลังได้รับผลกระทบโควิด-19 https://www.youtube.com/watch?v=rLbwWqnWayM&feature=youtu.be เมื่อวันที่  17 กุมภาพันธ์  2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพและความเป็นอยู่ของประชาชนใน จ.กาฬสินธุ์ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 รอบที่สอง  พบว่าหน่วยงานภาครัฐ โดยการนำของนายทรงพล  ใจกริ่ม ผวจ.กาฬสินธุ์ ได้กำชับทุกภาคส่วน ลงพื้นที่ติดตามปัญหา และให้การส่งเสริมพัฒนาอาชีพ ทั้งนี้ เพื่อให้สภาพเศรษฐกิจ  สังคม คุณภาพชีวิต ที่ได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุด ประชาชนทุกสาขาอาชีพ สามารถประกอบกิจการและดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติสุข ด้านนายวิชัย ฤทธิหาร พัฒนาการอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองกาฬสินธุ์  ได้รับนโยบายจากนายอุทัย สิงห์ทอง พัฒนาการ จ.กาฬสินธุ์  และนายสมเจตน์  เต็งมงคล นายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์  กำกับดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ทั้งในส่วนของการประกอบอาชีพ ความเป็นอยู่คุณภาพชีวิตอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงนี้ ซึ่งอยู่ในสถานการณ์โควิด-19 ในรอบที่สอง  หลายภาคส่วนได้รับผลกระทบ  จึงได้มีการขับเคลื่อนและขยายผลโครงการสัมมาชีพชุมชน  ตามกลยุทธ์ชาวบ้านสอนชาวบ้าน  โดยระดมปราชญ์ชาวบ้านด้านอาชีพต่างๆ เข้ามาอบรม พัฒนาศักยภาพ เป็นการ เพิ่มองค์ความรู้  เพื่อเป็นวิทยากรทำหน้าที่ให้คำแนะนำชาวบ้าน  ในการประกอบอาชีพต่างๆในชุมชน นายวิชัย กล่าวอีกว่า โครงการสัมมาชีพชุมชนหรือโครงการสร้างและพัฒนาสัมมาชีพสู่ชุมชน โดยน้อมนำศาสตร์พระราชา และแนวทางตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแนวทางขับเคลื่อน เป็นนโยบายของรัฐบาลและกรมพัฒนาชุมชนที่ ดำเนินการเมื่อปี 2560  เบื้องต้นคัดเลือกครัวเรือนยากจน ผู้ด้อยโอกาส หรือครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ จปฐ.มาเข้าร่วมโครงการ  โดยมีปราชญ์ชาวบ้าน ที่มีความสามารถในทักษะอาชีพสาขาต่างๆ เป็นแกนนำในการอบรมและประกอบอาชีพ ตามแนวทางที่ถนัดและตามความพร้อมของชุมชน ก่อนที่จะมีการต่อยอดขยายผล ทำให้มีการสร้างงาน สร้างอาชีพ เช่น ปลูกพืชผักสวนครัว จักสาน ทอเสื่อ ทอผ้า เลี้ยงปลา แปรรูปอาหาร  เพื่อยังชีพและจำหน่าย สร้างรายได้เข้าครัวเรือน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ แก้ไขปัญหาความยากจน และฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนหลังได้รับผลกระทบโควิด-19  ดังกล่าว

ปราชญ์ชาวบ้าน พร้อมผู้สูงอายุรวมกลุ่มทอเสื่อ สร้างอาชีพว่างงานช่วงโควิด-หน้าแล้ง

ผู้สูงอายุในจังหวัดกาฬสินธุ์ และปราชญ์ชาวบ้าน รวมกลุ่มทอเสื่อกก ทอผ้าพื้นเมือง ตามโครงการพัฒนาสัมมาชีพชุมชน ของสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อสร้างงานให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 และแก้ไขปัญหาการว่างงานในฤดูแล้ง ขณะที่พัฒนาชุมชนอำเภอยางตลาด สนับสนุนปัจจัยการผลิตและการตลาด พร้อมต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ตำบล สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน https://www.youtube.com/watch?v=Ozlj7B3guBc&feature=youtu.be เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ศาลาประชาคมบ้านหนองขาม หมู่ 3 ต.ดอนสมบูรณ์ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ นางอุไรพร ภูถาดลาย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหนองขาม หมู่ 3 พร้อมด้วยกลุ่มสตรี ผู้สูงอายุ ร่วมกันกรอเส้นด้าย ทอผ้า ทอเสื่อกก ซึ่งเป็นการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่สืบสานกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เน้นใช้วัสดุในท้องถิ่น ทั้งที่ปลูกเองและหาได้ง่าย เพื่อประหยัดต้นทุน นางอุไรพร ภูถาดลาย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหนองขาม หมู่ 3 กล่าวว่า ในฤดูแล้ง ที่ว่างเว้นจากการทำนาปรัง ได้เชิญชวนผู้สูงอายุ สตรีแม่บ้าน รวมกลุ่มกันสร้างงาน เพื่อเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ ตามที่สำนักงานพัฒนาชุมชน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ได้เข้ามาส่งเสริมและสนับสนุน ทั้งปัจจัยการผลิต และองค์ความรู้ ในโครงการพัฒนาสัมมาชีพชุมชน ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยเลือกอาชีพทอเสื่อกก และทอผ้าพื้นเมือง ซึ่งมีวัสดุและทุนทางสังคมอยู่แล้ว และเป็นอาชีพที่ทำกันในชุมชนในอดีต  แต่ได้เลิกราไปตามยุคสมัย พอได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานพัฒนาชุมชนดังกล่าว  จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะดำเนินการ นอกจากเป็นการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญา  ให้อนุชนรุ่นหลังได้สืบสานแล้ว ยังได้ผลิตภัณฑ์จำหน่าย สร้างรายได้เข้าครัวเรือนอีกด้วย ด้านนายสุนทร พหลทัพ พัฒนาการอำเภอยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า โครงการพัฒนาสัมมาชีพชุมชน ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เป็นนโยบายของกรมพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ ชาวบ้านสอนชาวบ้าน โดยให้ปราชญ์ชุมชน ที่มีความรู้ความสามารถด้านวิชีพสาขาต่างๆ ได้เข้ามาเป็นตัวเชื่อม เป็นผู้นำพาชาวบ้านสร้างงานที่ถนัด และตามความพร้อมของพื้นที่  เช่น ทอเสื่อกก ทอผ้า จักสาน สานเปล และแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชนต่างๆ ซึ่งสำนักงานพัฒนาชุมชน ได้สนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทั้งด้านปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ และการตลาด พร้อมต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ตำบล สู่ความมั่นคง

กรมวิชาการเกษตนำเทคโนโลยีปลูกพืชอินทรีย์ สร้างรายได้ตลอดปี 5 ไร่ เดือนละ 100,000 บาทจริง

การผลิตพืชอินทรีย์ด้วยเทคโนโนโลยี  โดยกรมวิชาการเกษตรฯ ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จ.ขอนแก่น เข้ามาส่งเสริมเกษตรกร ในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ ได้เรียนรู้และนำมาใช้จริงสามารถปลูกพืชอินทรีย์ได้ตลอดทั้งปีและมีรายได้เดือนละ 100,000 บาทจริง ด้วยพื้นที่เพียง 5 ไร่ เท่านั้น https://www.youtube.com/watch?v=Hc5FgJdnN2w&feature=youtu.be ดร.นฤทัย  วรสถิตย์  ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  สำนักวิจัยและพัฒนาเกษตร เขตที่ 3 จังหวัดขอนแก่น  พร้อมคณะนักวิชัยและนักวิชาการ  ดูพื้นที่จริงสวนปันบุญ  ต.ฆ้องชัยพัฒนา  อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์  ของเกษตรกรนางสุจารี  ธนสิริธนากร  อายุ 53 ปี  ซึ่งได้นำเอาเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรมาใช้ในพื้นที่ปลูกผักอินทรีย์ เนื้อที่ 5 ไร่  จนประสบความสำเร็จ ได้รับรางวัลมากมาย และสามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี   เป็นต้นแบบเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ดร.นฤทัย  วรสถิตย์  กล่าวว่า  มีพื้นที่รับผิดชอบอยู่ 11 จังหวัดของภาคอีสาน จากข้อมูล ปี 2557 มีพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกรได้รับมาตรฐานอินทรีย์เพียง 47 แปลง  ในขณะที่ภาครัฐทั้งระดับประเทศ และในจังหวัดหลายแห่งมีความต้องการให้เกิดการผลิตพืชเกษตรอินทรีย์มากขึ้น สอดคล้องกับภาวะความต้องการของตลาดซึ่งพืชอินทรีย์มีตลาดรองรับจำนวนมาก จึงได้ทำการวิจัยพร้อม ๆ กับลงพื้นที่ให้ความรู้จนได้พบว่า ปัจจัยด้านสภาพพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะดินที่เป็นดินร่วนปนทรายเป็นอุปสรรคสำคัญของการทำเกษตรอินทรีย์ รวมถึงศัตรูพืช จึงจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยบำรุงดินที่มีความเหมาะสม “การนำเอาเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรเข้ามาใช้ในดิน  โดยเลือกเอาสวนปันบุญนำร่องโดยการทดสอบให้เป็นเกษตรกรต้นแบบ  โดยชีวภัณฑ์ที่นำมาใช้ทั้งไส้เดือนฝอย  ไตรโคเดอร์ม่า  แหนแดง และการใช้ NPV ที่สามารถควบคุมศัตรูพืช และบำรุงดินได้ดี  จนได้รับรางวัลเกษตรอินทรีย์มีมาตรฐาน ออแกนิกส์ไทยแลนด์รับรอง  สามารถผลิตปุ๋ยและชีวภัณฑ์ใช้เองได้  และได้รับการส่งเสริมให้เป็นหมู่บ้านออแกนิกส์วิลเลจ ของพาณิชย์จังหวัด  และปัจจุบันได้ขยับจากการเป็นแปลงต้นแบบ สู่การเป็นศูนย์เรียนรู้ ที่เต็มไปด้วยความรู้ ในด้านเกษตรอินทรีย์คุณภาพ และสามารถแวะชมเที่ยวถ่ายภาพได้   ซึ่งจริง ๆ แล้วเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องยาก  สิ่งที่ตอบแทนคุ้มค่ามาก  เพราะมีความปลอดภัยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค  ซึ่งกรมวิชาการเกษตร  สามารถให้คำปรึกษาได้ ซึ่งมีสำนักงานอยู่ทั่วประเทศ เกษตรกรท่านใดสนใจสามารถสอบถามได้” ดร.นฤทัย กล่าว นางสุจารี  ธนสิริธนากร  อายุ  53 ปี  เกษตรกรเจ้าของสวนปันบุญ  กล่าวว่า จากการปลูกผักอินทรีย์  มีลูกค้าเยอะมาก  จากเดิมที่มีความกังวลว่าเมื่อปลูกผักแล้วจะไปขายที่ไหน  จนกระทั่งได้มาตรฐานออแกนิกส์ไทยแลนด์ มีลูกค้าเข้ามาหาเยอะมาก  จนผลิตป้อนตลาดแทบไม่ทันทั้งท๊อป

สำนักงานพัฒนาชุมชนกาฬสินธุ์ เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนสู้ภัยโควิด-19

สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ นำปราชญ์ชุมชนด้านอาชีพ เร่งส่งเสริมทักษะและให้ความรู้ด้านอาชีพแก่ครัวเรือนยากจน ภายใต้โครงการสร้างและพัฒนาสัมมาชีพชุมชนระดับหมู่บ้าน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยกลยุทธ์ "ชาวบ้านสอนชาวบ้าน" และเพื่อเป็นกำลังเสริมฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน โดยน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางจัดทำโครงการสัมมาชีพชุมชน สร้างอาชีพและรายได้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนหลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 https://www.youtube.com/watch?v=Gyhe5HrVLtQ&feature=youtu.be ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามสภาพความเป็นอยู่ และการประกอบอาชีพของประชาชนชาว จ.กาฬสินธุ์ ในช่วงฤดูหนาวคาบเกี่ยวฤดูแล้ง ซึ่งอยู่ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 รอบใหม่ พบว่าต่างปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันการได้รับเชื้ออย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันในส่วนของการประกอบอาชีพ ก็ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ตามความพร้อมและบริบทของพื้นที่ เช่น มีการปลูกพืชผักสวนครัว จักสาน สานเปลญวน ทอเสื่อ เพื่อยังชีพและจำหน่าย สร้างรายได้เข้าครัวเรือน โดยการสนับสนุนของหน่วยงานภาคีภาครัฐ และความร่วมมือของทุกองค์กรเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง นายวิชัย ฤทธิหาร พัฒนาการอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า จากนโยบายของกรมการพัฒนาชุมชน รวมทั้งนายทรงพล ใจกริ่ม ผวจ.กาฬสินธุ์ และนายอุทัย สิงห์ทอง พัฒนาการ จ.กาฬสินธุ์  ได้ตระหนักในความจำเป็นพื้นฐาน การประกอบอาชีพ ตลอดทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชน เมื่อปี 2560 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ปี 2564 จึงได้จัดโครงการสร้างและพัฒนาสัมมาชีพสู่ชุมชน โดยน้อมนำศาสตร์พระราชา และแนวทางตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการดำเนินการ ทั้งนี้ ได้ร่วมกับปราชญ์ชุมชน ด้านอาชีพ หรือภูมิปัญญาชาวบ้านที่ประสบผลสำเร็จในอาชีพด้านต่างๆ เช่น ด้านอาชีพเกษตร ปลูกพืช ด้านประมง ด้านการแปรรูป ด้านการจักสาน และอื่นๆมาเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนในรูปแบบชาวบ้านสอนชาวบ้าน เบื้องต้นคัดเลือกครัวเรือนยากจน ผู้ด้อยโอกาส หรือครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ จปฐ.มาเข้าโครงการ มีการสร้างงาน สร้างอาชีพ ตามที่ตนถนัด นายวิชัย กล่าวอีกว่า เมื่อลงมือปฏิบัติจริง พบว่าประสบความสำเร็จ เพราะสามารถเข้าถึงความต้องการ และความถนัดในอาชีพของกลุ่มเป้าหมาย จากนั้นมีการขยายผลจากครัวเรือนสัมมาชีพสู่ชุมชน มีเครือข่ายระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด ตัวชี้วัดที่พบคือครัวเรือนที่ร่วมโครงการสัมมาชีพชุมชน มีความเป็นอยู่และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถยืนด้วยลำแข้งของตนเอง  โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ครัวเรือนในโครงการสัมมาชีพชุมชนแทบจะไม่ได้รับผลกระทบเลย ยังสามารถดำเนินชีวิต ประกอบอาชีพ มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตอย่างปกติสุข นายวิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความสำเร็จของโครงการสัมมาชีพชุมชนดังกล่าว และปัจจุบันยังเป็นช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่สภาพเศรษฐกิจฐานรากและทั่วไปยังดูซบเซา สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จึงจะได้ขับเคลื่อนและขยายกลุ่มเป้าหมายโครงการสัมมาชีพชุมชน โดยรวบรวมข้อมูลครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ จปฐ. รวมทั้งครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

นายอำเภอสหัสขันธ์ เน้นย้ำท่องเที่ยวต้องปลอดภัยวิถีใหม่ New Normal

อำเภอสหัสขันธ์  จังหวัดกาฬสินธุ์  พร้อมรับนักท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ เน้นความปลอดภัยชีวิตวิถีใหม่ New Normal  เข้มด่านหลัก ด่านชุมชน หมู่บ้าน  ป้องกันอุบัติเหตุทางถนน   เปิดบิ๊กคลีนนิ่งแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ  พร้อมส่งคณะกรรมการออกตรวจ โรงแรม ร้านอาหาร  เน้นย้ำการปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันโควิด19 https://www.youtube.com/watch?v=72z1Dc0Cf_E&feature=youtu.be วันที่ 30 ธ.ค. 63  นายตระกูล  หนูนิล  นายอำเภอสหัสขันธ์  ได้มอบหมายให้นายสมบูรณ์  ไชยศรี  สาธารณสุข อ.สหัสขันธ์  พร้อมด้วยคณะกรรมการเฝ้าระวังความปลอดภัยโรงแรมที่พัก ร้านอาหารและแพอาหารระดับอำเภอ   เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปที่จะเดินทางมาที่ อ.สหัสขันธ์  โดยเน้นย้ำมาตรการแห่งความปลอดภัย  ทั้งความปลอดภัยทางถนน  อาหารปลอดภัย  สถานที่ท่องเที่ยวปลอดภัย   และโรงแรมที่พักปลอดภัย  เน้นย้ำมาตรการป้องกันโรคโควิด19 ซึ่งทุกแห่งต้องมีและยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด  จากนั้นนายตระกูล  หนูนิล  นายอำเภอสหัสขันธ์  ได้นำหัวหน้าส่วนราชการ อ.สหัสขันธ์  ภาคเอกชน และนักท่องเที่ยว  ร่วมกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่ง เช็ด ล้าง ทำความสะอาดบริเวณลานธรรมมรรค๘  บนยอดเขาภูสิงห์  สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ อ.สหัสขันธ์ และจังหวัดกาฬสินธุ์    โดยได้นำน้ำคลอรีน 5%  ถวายแด่พระครูสิริพัฒนนิเทศก์  รองเจ้าคณะอำเภอสหัสขันธ์  เพื่อใช้ภายในวัดตลอดเทศกาลปีใหม่นี้ด้วย นายตระกูล  หนูนิล  นายอำเภอสหัสขันธ์  กล่าวว่า บรรยากาศช่วงนี้จะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาส่วนหนึ่ง  อีกส่วนจะเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวที่ อ.สหัสขันธ์  แม้ว่าพิพิธภัณฑ์สิรินธร  จะปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค.  ที่ผ่านมา  แต่สถานที่ท่องเที่ยวอย่างวัดพุทธนิมิต(ภูค่าว)  วัดพุทธาวาส ภูสิงห์  และวัดสักกะวัน (ภูกุ้มข้าว)  มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมไม่ขาดสาย เฉลี่ยวันละ 1,500-2,000 คนต่อวัน  ที่ส่วนนี้ได้ให้คณะกรรมการเฝ้าระวังความปลอดภัย โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร และแพอาหาร ระดับอำเภอ  ออกตรวจเป็นระยะ ๆ โดยย้ำให้ผู้ประกอบการได้ปฏิบัติตามมาตรการเพื่อความปลอดภัย โยเฉพาะตามมาตรการสถานการณ์ป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิด 19  ไม่ว่าจะเป็นการตั้งจุดคัดกรอง  การสวมแมส หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า  การล้างมือด้วยเจลแอกอฮอล์  การตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายการลงชื่อหรืลงทะเบียนไทยชนะ  ก่อนใช้บริการ ซึ่งหากพบความผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที  ทุกขั้นตอนจะต้องเป็นไปด้วยความเข้มงวด  เพื่อความปลอดภัย  ขณะที่คนที่เดินทางกลับมายังภูมิลำเนา  จะมี อสม. กำนัน
© สงวนลิขสิทธิ์ สำนักข่าวเสียงภูพาน สนใจนำบทความไปเผยแพร่ ติดต่อ โทร.084-5904691