ข่าวด่วน ข่าวอาชญากรรม

ตำรวจนาคู คุมตัวโจรลุยเดี่ยว ควงอีโต้ทำแผนจี้ร้านสะดวกซื้อและร้านทอง

ตำรวจสภ.นาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ คุมตัวหนุ่มวัย 27 ปี ไปชี […]

ตำรวจตามรวบทันควัน หนุ่มใหญ่คลุ้มคลั่งจุดไฟเผาบ้านวอดทั้งหลัง

ญาติเศร้าเผาแยกสามศพ เก๋งหรูชนดับ สามศพพ่อแม่ลูก

ชุดสืบเมืองกาฬสินธุ์ รวบหนุ่มขายลาบฉกเงินร้านเบเกอรี่อ้างพิษโควิดร้านลาบเจ๊ง

ตำรวจสมเด็จ แจ้งข้อหาหนัก พ่อเลี้ยงทำร้ายร่างกายเด็กหญิงเสียชีวิต

ข่าวการเมือง

วิรัช พิมพะนิตย์ มอบแว่นตาเชิญชวนผู้สูงอายุฉีดวัคซีนหยุดเชื้อเพื่อชาติ

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะลงพื้นที่จ […]

ส.ส.ประเสริฐ บุญเรือง เร่งช่วยประชาชนถูกพายุพัดบ้านพังเสียหาย

นายกตำบลคำเหมือดแก้ว รับไม้มหาดไทยเร่งช่วยเหลือป้องกันแก้ไขโรคลัมปี สกิน

ข่าวการเมือง

สำเร็จแล้ว! ครม. ไฟเขียวร่างกฎกระทรวงรถรับจ้างส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คนแล้ว

“ศักดิ์สยาม” ผลักดันนโยบายเร่งด่วนตลอด 1 ปี 10 เดือน ด้ […]

“ชวน หลีกภัย” รณรงค์ให้ฉีดวัคซีนมอบหน้ากากอนามัยให้กลุ่มเปราะบางสู้ภัยโควิด

“หมู วิรัช พิมพะนิตย์” เคาะกุฏินิมนต์พระรวมพลังอสม.ฉีดวัคซีนหยุดเชื้อเพื่อชาติ

“ปราชญ์สุขภาพเขาวง” เพาะเห็ดระโงกป่า บนคันนาทำเกษตรผสมผสานรายได้งาม

สองสามีภรรยาชาวอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เจ้าของศูนย์“ปราชญ์สุขภาพเขาวง” เพาะเห็ดระโงกป่าบนคันนา และทำเกษตรผสมผสานสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวเดือนละกว่าครึ่งแสน พร้อมแบ่งบันเพื่อนบ้านเปิดให้เข้าศึกษาเรียนรู้ https://www.youtube.com/watch?v=-9ntw2ffn08                 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2564 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง “ปราชญ์สุขภาพเขาวง” อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ โดยได้พบกับนายพงษ์ศักดิ์  นวลบัตร อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 344  หมู่ที่ 8 ต.กุดสิมคุ้มใหม่ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ ประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง"ปราชญ์สุขภาพอำเภอเขาวง" และนางวัลญารัตน์ นวลบัตร อายุ 50 ปี ภรรยา ซึ่งทั้งสองคนได้เพาะเห็ดระโงกป่าบนคันนา ผลิตเชื้อเห็ดขาย และทำเกษตรกรผสมผสานสร้างรายได้ให้กับครอบครัวเป็นอย่างดี และแบ่งปันให้กับประชาชน ซึ่งถือเป็นศูนย์เรียนรู้ตัวอย่างให้กับเกษตรกรนำไปปฏิบัติตาม โดยวันนี้ทั้งสองคน พร้อมลูกหลานกำลังเก็บเห็ดระโงกป่าตามคันนาที่ได้เพาะไว้ เพื่อนำไปประกอบอาหารและนำไปจำหน่ายตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่ง รวมถึงการนำเห็ดระโงกที่กำลังเติบโตเต็มที่มาแปรรูปเป็นหัวเชื่อเห็ดระโงก เพื่อจำหน่ายและแบ่งปันให้กับเกษตรกรนำไปขยายต่อในพื้นที่นาขายสร้างรายได้ โดยนายพงษ์ศักดิ์ กล่าว่า ในปัจจุบันเทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้นในวงการอาหารโลกคือ โปรตีนทดแทนเนื้อสัตว์ หรือที่เรียกว่า Plant based Food ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอีกในอนาคต เนื่องจากการอุตสาหกรรมปศุสัตว์เป็นตัวการสำคัญที่สร้างผลกะทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ทางเลือกอื่นนอกจากเนื้อสัตว์จริงๆ กลายมาเป็นที่นิยมขึ้นมา โดยเฉพาะเห็ด ซึ่งส่วนมากเป็นอาหารโปรตีนสูงทดแทนเนื้อสัตว์ อีกทั้งเห็ดก็มีต้นทุนในการผลิตต่ำ และมีรสชาติมากกว่าพืชชนิดอื่น จึงทำให้เห็ดเป็นที่น่าจับตามองในวงการเกษตรทั่วโลก นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตนจึงเริ่มศึกษาหาความรู้ในเรื่องของเห็ดระโงก โดยศึกษาหาข้อมูลจากคนเฒ่าคนแก่ที่มีประสบการณ์ในการหาเห็ดบนภูเขาว่าเห็ดชนิดต่างๆเกิดขึ้นใต้ต้นไม้มีเห็ดชนิดไหนบ้าง ก่อนที่ตนมีความสนใจเกี่ยวกับเห็ดระโงกป่า จึงมีความคิดว่าทำอย่างไรเราจะยกเอาเห็ดป่ามาไว้ในที่นาของเราได้ จากความคิดนี้จึงเริ่มลงมือหาความรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน และจากที่เคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่าเห็ดระโงกมักจะเกิดบริเวณใต้ต้นกะบากและต้นยางนา จากนั้นจึงนำเอาต้นไม้ทั้ง 2 ชนิดนี้มาทดลองปลูกแล้วใช้น้ำหัวเชื้อเห็ดระโงกที่ทำขึ้นเอง ทดลองรดไปใต้ต้นกะบากและต้นยางนา นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากได้ทดลองปลูกไม้กะบากและไม้ยางนา ประกอบกับได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นเครือข่ายกับสถาบันจัดการความรู้เกษตรกรรมยั่งยืนภาคอีสาน และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จึงทำให้มีโอการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรเครือข่าย จึงได้นำความรู้ที่ได้มาเพาะเห็ดระโงกในที่นาของตนเอง ซึ่งได้เริ่มทำการเพาะเลี้ยงมาตั้งแต่ปี2552 โดยมีการปรับที่นาในพื้นที่ทั้งหมด 17 ไร่ให้มีคันนาที่ใหญ่กว้างขึ้น เพื่อนำไม้ป่ามาปลูก เน้นไม้กะบากกับยางนาง ทำการรดเชื้อเห็ดระโงก ก่อนที่จะนำไปปลูก ส่วนเชื้อเห็ดระโงกนั้น ก็จะเป็นน้ำเชื้อที่ตนผลิตขึ้นเอง โดยการนำเห็ดระโงกที่โตเต็มที่ แต่ไม่ใช่เห็ดแก่มาปั่นกับน้ำฝนและน้ำจุลินทรีย์จาวปลวก นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันต้นไม้กะบากและยางนาที่ปลูกไว้เริ่มเจริญเติบโตพอสมควร ปรากฏว่า เริ่มมีผลผลิตเห็ดระโงกออกมา ใต้ต้นกะบากและยางนาที่ปลูกไว้ตามคันนา และมีผลผลิตออกมาเรื่อยๆ จึงเก็บไปทำอาหาร และส่งขายกิโลกรัมละ 400 บาท รวมทั้งผลิตน้ำหัวเชื้อเห็ดระโงกขายขวดละ 200

“สวนปันบุญ” ต้นแบบปลูกผักอินทรีย์รับแรงงานคืนถิ่นสร้างรายได้สู้ภัยโควิด

เจ้าของสวนปันบุญต้นแบบ“เกษตรอินทรีย์วิถีสุขภาพ”  ภายใต้แบรนด์ “ปันบุญ” อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดพื้นที่และให้โอกาสช่วยกับแรงงานคืนถิ่น ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 กลับภูมิลำเนา เข้าร่วมเป็นสมาชิกและปลูกพืชผักออแกนิค สร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างงาน สร้างรายได้ยั่งยืน https://www.youtube.com/watch?v=0BxLEbwNp-8 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2564 ที่สวนปันบุญ หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปันบุญ บ้านดอนแคน ต.ฆ้องชัยพัฒนา อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ แหล่งผลิตผักต้นแบบออแกนิคหรือผักอินทรีย์ขึ้นชื่อของ จ.กาฬสินธุ์  นางสุจารี ธนสิริธนากร เจ้าของสวนและประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปันบุญ พร้อมสมาชิก ช่วยกันเก็บผลผลิตและล้างทำความสะอาดผักออแกนิค ก่อนทำการบรรจุภัณฑ์ เพื่อนำส่งลูกค้าตามจุดต่างๆ ในพื้นที่และในตัว จ.กาฬสินธุ์ โดยระบุว่าบรรยากาศการซื้อขายผักออกแกนิคในสวนปันบุญ ยังไปได้เรื่อยๆ มีออร์เดอร์เข้ามาทุกวัน จนผลผลิตโตไม่ทันและไม่พอจำหน่าย เป็นการการันตีคุณภาพว่า ถึงแม้จะประสบสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่การตลาดของผักออแกนิคไม่กระทบและเกิดการสะดุดเลย อีกทั้งสวนปันบุญแห่งนี้ยังเปิดให้โอกาสกับแรงงานคืนถิ่นในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 กลับภูมิลำเนา เข้าร่วมเป็นสมาชิกและปลูกพืชผักออแกนิค สร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างงาน สร้างรายได้ยั่งยืนอีกด้วย นางสุจารี ธนสิริธนากร เจ้าของสวนและประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปันบุญ กล่าวว่า ตามแนวทางการผลิตพืชผักปลอดภัย งดการใช้สารเคมี หรือการผลิตผักออแกนิคเพื่อสุขภาพของสวนปันบุญนั้น ดำเนินการมาอย่างจริงจังและจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปันบุญมาตั้งแต่ปี 2555 สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับสมาชิกกลุ่มตลอดทั้งปี ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เครือข่ายสหกรณ์  และศูนย์วิจัยต่างๆ เข้ามาให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ การตลาด ถือเป็นต้นแบบเกษตรอินทรีย์วิถีสุขภาพ จึงสามารถดำเนินการมาได้อย่างมั่นคง มีตลาดรองรับผลผลิตจากสวนตลอดฤดูกาล สำหรับประเภทพืชผักออแกนิคที่ทำการปลูกในสวนปันบุญ ประกอบด้วยสลัดชนิดต่างๆ ได้แก่  กรีนโอ๊ค, เรดโอ็ค, กรีนคอส, แก้ว, บัตเตอร์เฮด, ฟิเลย์,  เรดปัตตาเวีย,  กรีนปัตตาเวีย, เบบี้คอส, กวางตุ้งฮ่องเต้,  กวางตุ้งใบ, ผักกาดขาว, กะกล่ำปลี, บล็อคโคลี่, กะหล่ำดอก, มะเขือเปาะ, ถั่วฝักยาว, แตงกวา, คะน้า, ต้นหอม, ผักชีหอม, ขึ้นฉ่าย, มะเขือเทศเชอรี่, บัตเตอร์นัท และมันเทศญี่ปุ่น ซึ่งสามารถเพาะปลูกได้ตลอดปี มีออร์เดอร์เข้ามาทุกวัน นางสุจารี กล่าวอีกว่า ในช่วงเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19  พบว่ามีแรงงานคืนถิ่นกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก ในส่วนนี้สวนปันบุญได้เปิดพื้นที่ให้ลูกหลานสมาชิก ที่มีใจรักด้านการเกษตรอินทรีย์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสวนปันบุญด้วย โดยจัดพื้นที่ให้ปลูกผักออกแกนิค

พลิกวิกฤตโควิด ขายข้าวจี่ “เงินล้าน”

พบสองสามีภรรยาชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ อดีตเจ้าของร้านซ่อมและจำหน่ายอุปกรณ์รถจักรยานยนต์และแม่บ้าน พัฒนาภูมิปัญญาจากการปั้นข้าวจี่ผิงไฟในฤดูหนาว มาเป็นข้าวจี่มูนขายตลอดปี โดยใช้ข้าวเหนียวเขาวงมาตรฐาน Gi ต้นทุนวันละ 100-200 บาท ขายราคาก้อนละ 5 บาท สุดปัง!  รายได้วันละ 2,000 บาท หรือเดือนละ 60,000 บาท สามารถผ่อนส่งบ้านราคา 3 ล้านบาทได้สบาย https://www.youtube.com/watch?v=OYJqEgDqaTA วันที่ 3 กันยายน 2564 ผู้สื่อข่าว ได้รับแจ้ง 2 สามีภรรยาเจ้าของร้านข้าวจี่มูนกลางเมืองกาฬสินธุ์  ยืนหยัดทำข้าวจี่ขายตลอดปี ไม่มีวันหยุด ปรับปรุงรสชาติจากสูตรดั้งเดิม โดยใช้ข้าวเหนียวเขาวงมาตรฐาน Gi ผสมน้ำกะทิ ไข่เป็ด และเกลืออนามัย เป็น “ข้าวจี่มูน” มานานกว่า 30 ปี ปัจจุบันวางขายทั้งหน้าร้าน  บริการส่งโดยไรเดอร์ฟู้ดแพนด้า และไรเดอร์แกร็บ มีรายได้ถึงวันละ 2,000 บาทหรือเดือนละ 60,000 บาท  สามารถสร้างเนื้อสร้างตัว ผ่อนส่งบ้านราคา 3 ล้านบาทได้สบาย เป็นตัวอย่างของคนสู้ชีวิต โดยเฉพาะในยุคสถานการณ์โควิด-19  โดยร้านปูข้าวจี่มูน อยู่บนถนนธนะผล หลังโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ เลขที่ 49/3  เจ้าของกิจการ  2 สามีภรรยาคือนายธวัชชัย ศรีคัดเค้า อายุ 49 ปี และนางกาญจนา ศรีคัดเค้า หรือปู อายุ 48 ปี เป็นเจ้าของร้าน กำลังให้บริการขายข้าวจี่ ให้กับลูกค้า พร้อมรับออร์เดอร์ส่งอาหารทั้งไรเดอร์ฟู้ดแพนด้า  และไรเดอร์แกร็บ ที่ทยอยมารับข้าวจี่มูนอย่างไม่ขาดสาย  นอกจากนี้ยังเข้าร่วมโครงการกับรัฐคนละครึ่ง อีกด้วย นายธวัชชัยกล่าวว่า เดิมตนเปิดร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ เช่าร้านที่อยู่ข้างร้านขายข้าวจี่ ค่าเช่าเดือนละ 6,000 บาท โดยเปิดมานานกว่า 10 ปี ขณะที่นางกาญจนาภรรยา เป็นแม่บ้าน และขายของเล็กๆน้อยๆหน้าร้าน พอมีรายได้เสริมเลี้ยงลูกและส่งเสียลูกชาย 2 คนเรียนหนังสือจนจบปริญญาตรี ก่อนหน้านั้นอาชีพช่างซ่อมรถจักรยานยนต์พอไปได้เรื่อยๆ เพราะร้านซ่อมมีน้อย ต่อมาระยะหลัง ร้านซ่อมตามหมู่บ้านและในเมืองผุดขึ้นมามาก

ขานรับมาตรการ ศบค. ชาวนากุ้งเฮดีเดย์ปลดล็อกโควิดถือเคล็ดบูมร้านเตรียมพร้อมรับลูกค้า

เจ้าของจุดพักกุ้ง “กลางทุ่งกุ้งสด” ตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ถือเคล็ดดีเดย์วันที่  1 กันยายน 2564 เอาฤกษ์เอาชัย ขานรับมาตรการ ศบค. ปลดล็อกร้านอาหารเปิดบริการ ระดมแรงงานตกแต่งและยกระดับมาตรฐานสถานที่ เตรียมความพร้อมรับลูกค้าต่างจังหวัดคึกคัก https://www.youtube.com/watch?v=TjGyGqBuAPk เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 ที่จุดพักกลางทุ่งกุ้งสด บ้านตูม ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ นางศุภวรรณ  พลเยี่ยม อายุ 52 ปี บ้านเลขที่ 122 หมู่ 19 บ้านตูม พร้อมด้วยสมาชิกในครอบครัว ช่วยกันทำความสะอาด และสำรวจความเรียบร้อย การต่อเติมสถานที่ ประกอบด้วยจุดพักกุ้ง ซุ้มสำหรับรองรับลูกค้า เสื้อชูชีพ และอุปกรณ์เล่นน้ำ เพื่อเตรียมเปิดบริการ และรับลูกค้า หลังทราบข่าวว่าทาง ศบค.จะปลดล็อกร้านอาหารให้นั่งรับประทานได้ โดยเริ่ม 1 กันยายน 2564 นี้ นางศุภวรรณ เจ้าของกลางทุ่งกุ้งสด กล่าวว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อโควิด-19 ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการส่งกุ้งก้ามกรามเป็นอย่างมาก จากเดิมครอบครัวตนซึ่งเป็นทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและเป็นพ่อค้าคนกลาง  นำกุ้งตนเองและกุ้งของเพื่อนเกษตรกร ไปส่งตามร้านอาหาร และตลาดสดทั่วภาคอีสานมานานกว่า 25 ปี พอเกิดสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดดังกล่าว ทำให้รูปแบบการตลาดค้าขายกุ้งเปลี่ยนไป เนื่องจาก ศบค.มีมาตรการต่างๆ ออกมาเป็นระยะ ทั้ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  มีการล็อกดาวน์สถานริการ ร้านค้า ร้านอาหารในหลายพื้นที่ เป็นต้น นางศุภวรรณ กล่าวอีกว่า เมื่อประสบกับสถานการณ์ดังกล่าว จากที่เคยส่งกุ้งประมาณมากๆ เที่ยวละ 300-500 ก.ก. หรือเดือนละหลายตัน ก็มีการปรับตัวใหม่ โดยในปี 2563 ได้จัดตั้งจุดพักกุ้ง “กลางทุ่งกุ้งสด” โดยย้ายกุ้งขึ้นจากบ่อ มาพักไว้ในอ่าง ติดตั้งเครื่องออกซิเจนรอลูกค้ามารับซื้อ ซึ่งส่วนมากจะเป็นการขายปลีก ครั้ง 1-10 ก.ก.ราคา ก.ก.ละ 260 บาท หรือตามขนาดกุ้ง ซึ่งบางครั้งมีการแยกไซส์ขายตามความต้องการของลูกค้า

บขส.ร้าง สามล้อเครื่องเศร้าโควิดระบาดลูกค้าหายขายรถเลี้ยงชีพ

ผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ทำสถานีขนส่งผู้โดยสาร (บขส.) ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ที่เคยคึกคักพลุกพล่าน เต็มไปด้วยรถประจำทางรับส่งผู้โดยสาร กลับเงียบเหงาไม่ต่างกับ ขบส.ร้าง  ด้านอดีตประธานสมาคมสามล้อเครื่องกาฬสินธุ์เผย จากที่เคยรับส่งลูกค้าวันละหลายเที่ยว มีรายเดือนละ 1 หมื่นบาท ปัจจุบันได้บริการลูกค้าวันละ 1 คนเท่านั้น ขณะที่เพื่อนร่วมอาชีพขับสามล้อเครื่องหลายราย จำใจขายรถเอาเงินซื้อข้าวกิน https://www.youtube.com/watch?v=iU1pHly651o เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ใน จ.กาฬสินธุ์ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม ที่ร้านค้า ร้านอาหาร สถานบริการ ปิดตัวลง เนื่องจากไม่มีลูกค้ามาใช้บริการ และหวั่นกลัวจะได้รับเชื้อโควิด-19 จึงระมัดระวังตัวตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด ล่าสุด จากการติดตามบรรยากาศที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร หรือ บขส. ประจำ จ.กาฬสินธุ์ ยังพบว่าเงียบเหงาเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ขนส่ง จ.กาฬสินธุ์ ตั้งจุดคัดกรองให้กับประชาชนในพื้นที่และต่างจังหวัดที่จะเดินทาง ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดอีกด้วย นางศิริกานต์ รำเพยพล เจ้าหน้าที่ประจำ บขส.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ระลอก 3 ต่อเนื่องระลอก 4 ได้ส่งผลกระทบกับบรรยากาศการเดินทางของประชาชนเป็นอย่างมาก จากที่เคยมีรถร่วมบริการหรือรถประจำทางสายต่างๆ และเข้ามารับผู้โดยสารวันละกว่า 50 เที่ยว หรือ 30 นาทีต่อเที่ยว มีจำนวนผู้โดยสารมาใช้บริการทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างคึกคักพลุกพล่าน วันละหลายร้อยคน แต่ปัจจุบันเหลือเพียงรถประจำทางสายกาฬสินธุ์-วังสามหมอ จ.อุดรธานี คันเดียว ซึ่งวิ่งวันละเที่ยวเท่านั้น ขณะที่รถร่วมสายต่างๆ งดวิ่งหมด เนื่องจากไม่มีผู้โดยสารเดินทาง บรรยากาศที่ บขส.จึงเงียบเหงา ไม่ต่างกับ บขส.ร้าง  ด้านนายไพโรจน์ หานาวี อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 17/1 ซอยโสมพะมิตร เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ อดีตประธานสมาคมสาทมล้อเครื่อง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตนยึดอาชีพขับสามล้อเครื่องรับจ้างมาประมาณ 25 ปี แต่ก่อนมีลูกค้าใช้บริการมาก เพราะมีรถโดยสารเข้ามาจอดเทียบท่าและส่งผู้โดยสารตลอดวันถึงช่วงกลางคืน ถึงแม้ค่าโดยสารในช่วงแรกๆจะคิดคนละ 30-50 บาท แต่ก็มีรายได้ถึงวันละ 200-300 บาท รวมมีรายได้เฉลี่ย 1

ช่วยเหลือชาวสวน สหกรณ์เมืองน้ำดำ ซื้อเงาะขายช่วยชาวสวนสุราษฎร์ธานีผลผลิตตกค้างช่วงโควิด

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดกาฬสินธุ์ซื้อเงาะจากสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี 3 ตันมาส่งขายช่วยเกษตรกรชาวสวนที่ได้รับผลกระทบผลผลิตตกค้างช่วงสถานการณ์โควิด ตามโครงการโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกร เพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19   https://www.youtube.com/watch?v=OjFrQxHFYgw เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2564 ที่สำนักงานสหกรณ์ จ.กาฬสินธุ์ นายสดิษฐชัย  หาญมนตรี  สหกรณ์ จ.กาฬสินธุ์ นายวิทยา วัฒนวิเชียร ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการบริหารการจัดการสหกรณ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์ จ.กาฬสินธุ์ และผู้จัดการสำนักงานสหกรณ์เครือข่ายช่วยกันขนเงาะที่รับซื้อมากจากเกษตรกรชาว จ.ราษฎร์ธานี จำนวน 3 ตัน ผ่านทางสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิด-19 ทำให้ผลผลิตตกค้างและส่งล้นตลาดมาช่วยขายในพื้นที่ ตามนโยบายกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งได้จัดโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกร เพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019หรือโควิด-19 นายสดิษฐชัย  หาญมนตรี  สหกรณ์ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร ของสมาชิกสหกรณ์ในหลายจังหวัด เนื่องจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดไม่ได้ตามปกติ เพราะตลาดรับซื้อหลายแห่งปิด ดังนั้นกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้จัดโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว ภายใต้โครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกร เพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 และในวันนี้สหกรณ์ จ.กาฬสินธุ์จึงได้สั่งซื้อเงาะจากเกษตรกรชาว จ.ราษฎร์ธานี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิด-19 มาร่วมร่วมกับเครือข่ายสหกรณ์จำหน่ายในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแบ่งเบาภาระของเกษตรกร
© สงวนลิขสิทธิ์ สำนักข่าวเสียงภูพาน สนใจนำบทความไปเผยแพร่ ติดต่อ โทร.084-5904691