ข่าวอาชญากรรม

ศพชายปริศนา โผล่อืดถ่วงน้ำโขง พบรอยสักเต็มตัว ผ้าอุดปาก เชือกไพล่หลัง-มัดเท้า

วันที่ 22 พ.ค.65 ร.ต.อ.(หญิง)จุฬารัตน์ อาจภิรมย์ รอง สว […]

กาฬสินธุ์โจรใจบาปขโมยฝาท่อถนนสายบุญกลับใจทิ้งของกลางซุกกอไผ่

ตำรวจคุมตัว “เสี่ยสอน” ยกแก๊งทำแผนยิงตายาย แค้นปมที่ดินสปก.ค้านประกันตัว

กาฬสินธุ์เร่งล่าอดีตสามีโหดยิงพนักงานปั้มหญิงขู่จับตายหากต่อสู้คาดกบดานในพื้นที่

ออกหมายจับ อดีตผัวปืนโหดยิงหัวเมียเก่าดับคาบ้านพัก

ข่าวการเมือง

อดีต ผจก.กรุงไทย “สมเกียรติ” พร้อมยึดพื้นที่ หนองบัวลำภู เขต 3 เปิดแกนนำตัวแทน พรรคก่อนลงพื้นที่เยี่ยมผู้ป่วยที่หมดความหวังแต่รอดปาฏิหาริย์

อดีต ผจก.กรุงไทย “สมเกียรติ”พรรคก้าวไกล กล้าเปลี่ยนแปลง […]

สกลนคร ส.ส.มหานิยม นำ กมธ.ติดตามงบประมาณออกให้ความรู้ชาวบ้าน

ท่องเที่ยวทะลุพิกัด กมธ.กีฬา เปิดเมืองปทุมฯรับการท่องเที่ยวด้วยความเร็วสูง

ข่าวการเมือง

กาฬสินธุ์ผลเลือกตั้งนายกอบต.อย่างไม่เป็นทางการผู้สมัครหน้าใหม่เข้าวินเพียบ

ผลการเลือกตั้งนายกอบต.71 แห่ง ในพื้นที่ 18 อำเภอของจังห […]

เลือกตั้งท้องถิ่นคึกคักเข้มมาตรการป้องกันโควิด

กาฬสินธุ์ปูพรมมอบหน้ากากอนามัยป้องกันโควิดลดภาระเกษตรกรราคาข้าวตกต่ำ

ปุ๋ยแพง วิกฤติชาวนาผลผลิตลดราคาตกต่ำขายข้าวขาดทุนยับ

ชาวนาในจังหวัดกาฬสินธุ์โอดครวญ ถือเป็นช่วงวิกฤตชาวนา เหตุปุ๋ยเคมีบำรุงรวงข้าวนาปรังราคาสูงกระสอบละ 1,400 บาท จึงลดการให้ปุ๋ย ส่งผลให้เมล็ดข้าวติดรวงและผลผลิตน้อย น้ำหนักเบา ผลผลิตต่ำกว่าทุกปีที่ผ่านมาครึ่งต่อครึ่ง ขณะที่ตลาดรับซื้อข้าวเปลือกนาปรังให้ราคาต่ำ เพียงกิโลกรัมละ 6.30- 6.50 บาท ขาดทุนยับ อนาคตคงเลิกอาชีพทำนา https://www.youtube.com/watch?v=z_9ukk7KE9Q เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศชาวนานำข้าวเปลือกนาปรังไปขาย ตามลานรับซื้อทั่วไป ซึ่งพื้นที่ทำนาปรังในโซนต้นน้ำเขต ต.โนนศิลา อ.สหัสขันธ์, ต.ลำคลอง อ.เมืองกาฬสินธุ์ และ ต.นาเชือก, ต.บัวบาน อ.ยางตลาด ได้เริ่มเก็บเกี่ยวกันแล้ว โดยมีเสียงสะท้อนจากชาวนา ที่พูดเสียงเดียวกันว่าขายข้าวขาดทุนย่อยยับ  เนื่องจากผลผลิตตกต่ำ เพราะขาดปุ๋ยเคมีบำรุง ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากราคาปุ๋ยเคมีสูงถึงกระสอบละ 1,450 บาท น้ำหนักกระสอบละ 50 กก.ขณะที่ราคารับซื้อข้าวเปลือก ที่ลานรับซื้อตั้งไว้ต่ำเพียงกิโลกรัมละ  6.30-6.50 บาท ทำให้ประสบปัญหาขายข้าวขาดทุนซ้ำซาก นายวิวัฒน์  ขันธ์แสง อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 115 หมู่ 10 ชาวนาบ้านโคกก่องเหนือขอนช้างใหญ่ ต.โนนศิลา อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตนมีที่นา 18 ไร่ ในการทำนาทั้งนาปี นาปรัง เคยใช้ปุ๋ยเคมีบำรุงต้นข้าวเฉลี่ยไร่ละ 2 กระสอบ คือปุ๋ยแตกกอ และปุ๋ยรับรวง จึงใช้ปุ๋ยไปประมาณ 36 ถุง แต่ในช่วงทำนาปรังปีนี้ ราคาปุ๋ยเคมีทุกสูตร ทุกยี่ห้อเพิ่มสูงจากปีที่ผ่านมาถึง 1 เท่าตัว จากเดิมถุงละ 700-800 บาท กลับพุ่งสูงถึงถุงละ 1,450-1,500 บาท จากการสอบถามพ่อค้าขายปุ๋ยกลับอ้างว่าจำเป็นต้องขึ้นราคา เพราะน้ำมันแพง นายวิวัฒน์ กล่าวต่อว่า ในเมื่อปุ๋ยเคมีราคาสูงดังกล่าว ประกอบกับการทำนามีหลายขั้นตอน ทำให้ต้นทุนการทำนาสูงเป็นเงาตามตัว ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างรถไถนา ค่าแรง ค่ารถเกี่ยวข้าว ค่าขนส่ง รวมต้นทุนทำนาเฉลี่ยไร่ละ  4,000 บาท ที่ผ่านมาได้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 250-300

สกลนคร ส.ส.มหานิยม นำ กมธ.ติดตามงบประมาณออกให้ความรู้ชาวบ้าน

วันที่ 26 มีนาคม 2565 ที่ วัดสุธานิวาส บ้านแป้น ต.บ้านแป้น อ.โพนนาแก้ว จ.สกลนคร ดร.นิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร เขต 2 พรรคเพื่อไทย เลขานุการคณะกรรมาธิการ กมธ. ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร นำวิทยากรจากศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ออกมาให้ความรู้แก่ชาวบ้าน 5 ตำบล รวม 380 คน ใน อ.โพนนาแก้ว ในเรื่องการมีส่วนร่วมในการสอดส่องดูแลและติดตามงบประมาณ โดยมี นายจำรัส นาแฉล้ม รอง ผวจ.สกลนคร นำกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อปท.ให้การต้อนรับ  ดร.นิยม เวชกามา กล่าวว่า คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบบาล ด้านงบประมาณ การจัดทำงบประมาณ ติดตามและประเมินผลการรับ การใช้จ่ายงบประมาณประจำปีของส่วนราชการ ซึ่งส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน ให้การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ บรรลุผลสำเร็จ โดยประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ ด้วยการให้ข้อมูล ข่าวสาร สอดส่องดูแล แจ้งเบาะแสให้ภาครัฐทราบ เพื่อหาทางป้องกัน แก้ไขและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ด้าน นายจำรัส นาแฉล้ม รอง ผวจ.สกลนคร กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับชาวอำเภอโพนนาแก้ว ที่มีวิทยากรจากคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ มาลงในพื้นที่ เพื่อต้องการให้ประชาชนฃน เข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด จะได้นำปัญหาเข้ามาแก้ไข คณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องให้ประชาชนรับทราบในรายละเอียด เมื่อได้งบประมาณมาลงพื้นที่ทุกท่านก็จะได้มากำกับดูแลว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ หากไม่ตรงก็จะต้องท้วงติง เช่น การก่อสร้างถนน แหล่งน้ำ ระบบสาธารณูปโภค และอื่นๆ ดังนั้นจึงต้องมีคณะวิทยากรออกมาให้ความรู้ และแนวทางในการปฏิบัติอย่างถูกต้อง ซึ่งขอขอบคุณ ดร.นิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร เขต 2 พรรคเพื่อไทย ที่นำโครงการนี้มาสู่ประชาชน  รานงานข่าวแจ้งว่า จากการสัมมนาดังกล่าว จะทำให้ภาคประชาชน ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดทำ ติดตามและการบริหารงบประมาณแผ่นดิน และการมีส่วนร่วมในการดูแลการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศชาติ อีกทั้งเพื่อสร้างความเข้าใจในวิธีการจัดทำและบริหารงบประมาณ และยังได้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างคณะกรรมาธิการฯ กับส่วนราชการ

เทศบาลนครขอนแก่น หนุนแปรรูปสุมนไพรไทยครบวงจร

เทศบาลนครขอนแก่น หนุนชุมชนปลูกและแปรรูปสมุนไพรไทย ตามศาสตร์แพทย์แผนไทยแบบครบวงจร นำร่องชุมชนหลังศูนย์ราชการ ด้วย 4 ผลิตภัณฑ์เด่นที่ใคร ๆ ก็ทำได้ วันที่ 26 มีนาคม 2565 ที่ อาคารเอนกประสงค์ชุมชนหลังศูนย์ราชการ 1 เขตเทศบาลนครขอนแก่น นายธีระศักดิ์  ฑีฆายุพันธ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น หรือ ทน. เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการใช้และการผลิตสมุนไพรเพื่อการดูแลสุขภาพในครัวเรือน ซึ่งเทศบาลนครขอนแก่น โดยกองทุนหลักประกันสุขภาพ เทศบาลนครขอนแก่น ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดจัดกิจกรรมขึ้น โดยมีวิทยาการจากคณะแพทย์แผนไทย ศูนย์แพทย์มิตรภาพ รพ.ขอนแก่น ร่วมทำการฝึกอบรม และมีชาวชุมชนให้ความสนใจเข้าร่วมรับการฝึกอบรมอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มงวด นายธีระศักดิ์  ฑีฆายุพันธ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2565 ชุมชนในเขตเทศบาลทั้ง 95 แห่ง ได้เสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพ ทน.ขอนแก่น รวม 453 ชุมชน ซึ่งขณะนี้ได้เข้าสู่แผนการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ ซึ่งเทศบาลได้อนุมัติงบประมาณในการดำเนินงานในไตรมาสแรกจำนวนทั้งสิ้น 5 ล้านบาท โดยการดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมการใช้และการผลิตสมุนไพรเพื่อการดูแลสุขภาพในครัวเรือนชองชุมชนหลังศูนย์ราชการ 1 วันนี้เป็น 1 โครงการที่เทศบาลฯได้พิจารณาอนุมัติให้ดำเนินงานไตรมาสแรก ซึ่งได้รับความสนใจจากคณะทำงานร่วมทุกฝ่ายของเทศบาลฯและชาวชุมชนอย่างมาก เนื่องจากสมุนไพรไทยนั้นเป็นศาสตร์ทางการแพทย์แผนไทย ที่ขณะนี้เป็นหนึ่งในกำลังหลักที่สำคัญของวงการแพทย์ในการรักษาและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะฟ้าทลายโจรที่มีปลูกไว้กันแทบทุกบ้านจากภาวะเหตุการณ์และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นวันนี้คณะทำงานด้านแพทย์แผนไทย จากศูนย์แพทย์มิตรภาพ รพ.ขอนแก่น ร่วมกับคณะทำงานของเทศบาลฯจากทุกภาคส่วน ได้จัดการอบรมให้กับชุมชนได้เรียนรู้ถึงสรรพคุณของสมุนไพรไทย การปลูกและการดูแลรักษาสมุนไพรไทยใกล้ตัวที่ถูกวิธีและถูกหลักวิชาการและที่สำคัญคือการต่อยอดสมุนไพรไทยเข้าสู่กระบวนการแปรรูปจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสมุนไพรไทยอีกด้วย “ ชาวชุมชนให้ความสนใจในศาสตร์ทางการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยอย่างมาก โดยเฉพาะชุมชนหลังศูนย์ราชการ 1 ที่วันนี้ได้ข้อสรุปในการที่จะแปรรูปสมุนไพรไทยใกล้ตัวออกเป็น 4 ผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย พิมเสนน้ำ มีสรรพคุณ สูดดม บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก และแก้วิงเวียน โดยมีส่วนประกอบจากพิมเสน,การบูร,เมนทอล และ น้ำมันยูคาลิปตัส ตามด้วยยาหม่อง ที่มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดเมื่อย และบรรเทาอาการจากแมลง สัตว์ กัดต่อย โดยมีส่วนประกอบแยกเป็นพาราฟิน,วาสลีน,เมนทอล,น้ำมันสะระแหน่,การบูร,น้ำมันระกำ,น้ำมันอบเชย,น้ำมันกานพลูและน้ำมันเขียว นอกจากนี้ยังคงมียาดมสมุนไพร ที่เป็นการนำสมุนไพรแห้งที่มีกลิ่นหอมเย็น สดชื่น ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นลูกจันทน์,ดอกจันทน์,กานพลู มาผสมกันแล้วหมักด้วยน้ำมันหอมระเหย ซึ่งน้ำมันหอมระเหยจะเป็นตัวสกัดสารสำคัญ และกลิ่นหอมของสมุนไพรออกมาก และสุดท้ายคือ มหาพิกัดตรีผลา ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ

ประมงกาฬสินธุ์ลุยฟาร์มกุ้งแนะวิธีเลี้ยงป้องกันน็อคตายหลังอากาศอากาศแปรปรวน

สภาพอากาศที่จังหวัดกาฬสินธุ์แปรปรวน กลางวันร้อนจัดสลับกับมีฝนตกลงมา ขณะที่เวลากลางคืนอากาศปิด เกิดความอบอ้าว ส่งผลกระทบกับกุ้งก้ามกราม สัตว์เศรษฐกิจอันดับหนึ่งของจังหวัด ที่กำลังจะออกสู่ตลาดในเทศกาลสงกรานต์ ที่ปรับสภาพไม่ทันและเสี่ยงกับการน็อคตาย ขณะที่ประมงจังหวัดยกทีมนักวิชาการลงพื้นที่ ให้คำแนะนำป้องกันก่อนเกิดการน็อคตาย อดได้ขายช่วงเทศกาลสงกรานต์ https://www.youtube.com/watch?v=3q_fxx27Isk เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2565 ที่ฟาร์มเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ในพื้นที่ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ นายวุฒิชัย วังคะฮาต ประมง จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยนักวิชาการประมง สำนักงานประมง จ.กาฬสินธุ์ และนักวิชาการจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดกาฬสินธุ์ ลงพื้นที่ให้ความรู้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ด้านการบริหารจัดการในฟาร์ม เพื่อป้องกันและบรรเทาความเสียหาย ที่อาจจะเกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวนร้อนสลับฝนตกมีความเสี่ยงเกิดการน็อคตายไม่สามารถนำผลผลิตออกขายได้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ นายคำพอง ภูนาสอน เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม บ้านตูม ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า เลี้ยงกุ้งก้ามกรามมาประมาณ 30 ปี พื้นที่เลี้ยง 14 บ่อ ช่วงหน้าร้อนเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกปี สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย คือทั้งร้อนและมีฝนตกลงมา มีพายุฤดูร้อน ลูกเห็บตก เกิดปัญหากุ้งน็อคตายบ่อยครั้ง เพราะกุ้งปรับสภาพไม่ทัน สร้างความเสียหายอย่างมาก สำหรับปีนี้เมื่อ  2 วันที่ผ่านมา เกิดการน็อคตายไปประมาณ 30 กก. จำเป็นต้องขายเลหลัง กก.ละ 100 บาท ต่ำกว่าราคาขายจริง ขณะที่ราคาขายกุ้งสดที่ปากบ่อ กก.ละ 250 บาท  นอกจากนี้ในช่วงเดียวกันยังพบว่ามีกุ้งของเพื่อนเกษตรกรอีกหลายราย ได้รับความเสียหายจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดจากสภาพอากาศ ถึงแม้จะพยายามป้องกันและเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ ก็ยังเกิดความเสียหายจนได้ ทั้งนี้ เนื่องจากกุ้งในฟาร์มหนาแน่นและเริ่มโต หวังจะจับขายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ ด้านนายวุฒิชัย วังคะฮาต ประมง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในช่วงนี้จะเห็นว่าสภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนบ่อย กลางวันร้อนจัดสลับกับมีฝนตกลงมา ขณะที่เวลากลางคืนอากาศปิด เกิดความอบอ้าว ซึ่งส่งผลกระทบกับสุขภาพกุ้งก้ามกราม สัตว์เศรษฐกิจอันดับหนึ่งของจังหวัด ซึ่งสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเฉลี่ยปีละพันล้านบาท ที่ปัจจุบันกำลังจะออกสู่ตลาดในเทศกาลสงกรานต์ ที่ปรับสภาพไม่ทันและเสี่ยงกับการน็อคตาย ได้ จึงได้นำทีมนักวิชาการลงพื้นที่ เพื่อให้คำแนะนำด้านการบริหารจัดการ เช่น เปลี่ยนถ่ายน้ำเป็นระยะป้องกันน้ำเสีย  ติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด หากพบว่าอากาศเริ่มปิดให้ใช้เครื่องตีน้ำ เพื่อเพิ่มออกซิเจนในน้ำ ในฤดูแล้งที่อากาศร้อน และเกิดแปรปรวนบ่อย ควรลดปริมาณการเลี้ยงให้น้อยลง

ผู้ว่าฯ กาฬสินธุ์ ย้ำแนวทางขับเคลื่อน ศจพ.ระดับพื้นที่ สั่ง นายอำเภอ ต้องเป็นแม่ทัพ บูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาความยากจนแบบพุ่งเป้า อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์  มอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานขจัดความยากจน และพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) ในระดับพื้นที่ จังหวัดกาฬสินธุ์ เน้นย้ำให้นายอำเภอเป็นแม่ทัพ นำ ศจพ.อ. ทีมปฏิบัติการฯ และทีมพี่เลี้ยง บูรณาการทุกภาคส่วนขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจนในทุกพื้นที่ ให้กับพี่น้องประชาชนทุกมิติให้เกิดความยั่งยืน          เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 25 มีนาคม 2565 ที่ ห้องประชุมโสมพะมิตร ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ นายทรงพล  ใจกริ่ม  ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์  เป็นประธานมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานขจัดความยากจน และพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) ในระดับพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ คณะกรรมการศูนย์อำนวยการปฏิบัติการการขจัดความยากจนฯ ระดับจังหวัด (ศจพ จ.) และระดับอำเภอ (ศจพ.อ.) และทีมปฏิบัติการฯ ระดับตำบล ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจให้เกิดการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลเป็นรูปธรรมและเกิดการ บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจังหวัดกาฬสินธุ์ในทุกมิติ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนในทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนและความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยขับเคลื่อนการดำเนินงานศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) ในระดับพื้นที่ โดยมีกลไกการดำเนินงานตั้งแต่ระดับนโยบาย โดยคณะกรรมการฯ ระดับชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ไปจนถึง ระดับจังหวัด  (ศจพ.จ.) ระดับอำเภอ (ศจพ.อ.) และระดับปฏิบัติการ ผ่านทีมปฏิบัติในระดับตำบล และได้มีการตั้ง “ทีมพี่เลี้ยง” ดูแลในระดับพื้นที่ โดยใช้ข้อมูลจากระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า  หรือ TPMAP เป็นฐานข้อมูลในการขับเคลื่อน ซึ่งในปี 65 จังหวัดกาฬสินธุ์ มีคนจนเป้าหมายในระบบ  8,794 ครัวเรือน จำนวน 15,284 คน        โดยเรื่องนี้ ถือเป็นวาระแห่งชาติ วาระจังหวัด วาระอำเภอ ที่ต้องมุ่งมั่น ตั้งใจ ทุ่มเทขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย โดยบูรณาการกลไก/เครือข่ายในพื้นที่ ร่วมขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา  จับมือกลไกภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ขอเน้นย้ำ ขุนศึกของพื้นที่ ทั้งนายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ทีมปฏิบัติการตำบล และ “ทีมพี่เลี้ยง” ต้องวิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางการแก้ไข ตามหลัก

จังหวัดกาฬสินธุ์จัดมหกรรมผลผลิตทางการเกษตรจัดแสดงสินค้าโครงการกาฬสินธุ์โมเดล

จังหวัดกาฬสินธุ์ร่วมกับมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ สถาบันอาหาร ผู้ประกอบการด้านการเกษตร ผู้ประกอบการแปรรูป และห้างบิ๊กซี ซูปเปอร์เซ็นเตอร์ สาขากาฬสินธุ์ จัดมหกรรมแสดงผลผลิตทางการเกษตรและสินค้า ภายใต้โครงการกาฬสินธุ์โมเดล รองรับสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 https://www.youtube.com/watch?v=PeRFB3LB_lQ ที่บริเวณลานจอดรถ ห้างบิ๊กซี ซูปเปอร์เซ็นเตอร์ สาขากาฬสินธุ์ นายทรงพล ใจกริ่ม ผวจ.กาฬสินธุ์ มอบหมายนายปราชญา อุ่นเพชรวรากร รองผวจ.กาฬสินธุ์ เป็นประธานเปิดมหกรรมแสดงผลผลิตทางการเกษตรและสินค้า ภายใต้โครงการกาฬสินธุ์โมเดล โดยมี รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ นายอัครพงษ์ เขียวแจ่ม ผอ.ทรัพยากรธรรมชาติและวิ่งแวดล้อม จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ บุคลากร นักวิจัย นักศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ รวมทั้งภาคเอกชน สถาบันอาหาร ผู้ประกอบการด้านการเกษตร ผู้ประกอบการแปรรูป  นำผลผลิตออกบูธจัดแสดงและร่วมงาน ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด-19 นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร รองผวจ.กาฬสินธุ์กล่าวว่า มหกรรมผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าภายใต้โครงการกาฬสินธุ์โมเดล ดำเนินงานโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ร่วมกับสถาบันอาหาร และส่วนราชการต่างๆ ในจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยบริหาร และจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ประจำปีงบประมาณ 2564 ทำการวิจัยและพัฒนา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรฐานราก สร้างอาชีพเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และยกระดับรายได้เกษตรกร รองรับสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 โดยนำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ไปสร้างอาชีพของเกษตรกรฐานรากให้มีเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ มีเป้าหมายให้กลุ่มเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 10,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นจากเดิม 30 เปอร์เซ็นต์ต่อครัวเรือนต่อเดือน ด้าน รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ กล่าวว่ากิจกรรมโครงการกาฬสินธุ์โมเดล ได้ดำเนินการลงพื้นที่กลุ่มเกษตรกรฐานรากใน จ.กาฬสินธุ์ นำร่องในปีที่ 1 โดยมีเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ 200 ครัวเรือน ในพื้นที่ 5  อำเภอ 5 ตำบล ได้แก่ ต.นาจำปา อ.ดอนจาน, ต.สงเปลือย อ.นามน, ต.สำราญใต้ อ.สามชัย, ต.หนองแวง อ.สมเด็จ  และ ต.นาเชือก อ.ยางตลาด โดยชุดโครงการวิจัยกาฬสินธุ์โมเดล ได้ดำเนินการภายใต้โครงการย่อย 5 โครงการ