เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 17 ม.ค.69 ที่ ขอนแก่นฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลขอนแก่น นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงาน “กรุงแก่น” ภายใต้งาน มหกรรมวัฒนธรรม เข้าถึงกรุง สวยถึงแก่น (กรุงแก่น) Unseen Thai ซึ่งจัดขึ้นบนเวทีการประกวด นางสาวไทย ขอนแก่น–กรุงเทพมหานคร 2569 รอบสุดท้าย โดยมีนายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ดร.สมยงค์ แก้วสุพรรณ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและแฟนนางงามจากทั่วประเทศ สะท้อนศักยภาพของจังหวัดขอนแก่นในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้สนับสนุนการจัดงาน “มหกรรมวัฒนธรรม เข้าถึงกรุง สวยถึงแก่น (กรุงแก่น) Unseen Thai Thai” เนื่องจากเป็นโครงการที่บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และสามารถนำทุนทางวัฒนธรรมมาพัฒนาต่อยอด สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมโดยได้เปิดพื้นที่ให้ศิลปินและผู้ประกอบการท้องถิ่นนำเสนอการแสดงทางวัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม และ ผ้าไหมขอนแก่น ซึ่งเป็นอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัด พร้อมเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าทางวัฒนธรรมไปสู่ตลาดระดับสากล สอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของประเทศ
การใช้วัฒนธรรมเป็น Unseen Thai Thai ผ่านงานมหกรรมครั้งนี้ เป็นการนำเสนอทุนทางวัฒนธรรมใหม่ ๆ ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก หรือยังไม่เคยถูกค้นพบ มาพัฒนาให้ทันสมัยและเข้าถึงได้ง่าย ขณะเดียวกัน แนวคิด “กรุงแก่น” เป็นการหลอมรวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสองพื้นที่ให้เป็นหนึ่งเดียว โดย “กรุง” สะท้อนบทบาทของกรุงเทพมหานครในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ส่วน “แก่น” คือหัวใจของอัตลักษณ์อีสาน การเชื่อมโยงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมไทยจากทุกภูมิภาคมีคุณค่าเท่าเทียมกัน และสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ


ด้านนายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า งานมหกรรมกรุงแก่นมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ผ่านการดึงดูดนักท่องเที่ยว การจับจ่ายใช้สอยภายในงาน การสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและธุรกิจชุมชน รวมถึงการจ้างงานและการใช้บริการในพื้นที่ นับเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของประเทศ
