จากสภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดนครพนม ยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมเลื่อนลงมาพาดผ่านประเทศเมียนมา และ ลาว เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณเวียดนามตอนบน ประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรง

โดยวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ทางหลวงชนบทหมายเลข นพ.3015 และ มห.3015 ซึ่งเป็นเส้นทางเลียบแม่น้ำโขงจากบ้านบางทรายน้อย จ.มุกดาหาร ถึง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ขณะนี้กำลังก่อสร้างในชื่อโครงการนาคาวิถี เริ่มตั้งแต่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 จ.มุกดาหาร ถึง วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม รวมระยะทาง 43 กิโลเมตรเศษ ในวงเงินก่อสร้าง 614 ล้านบาทเศษ

ทั้งนี้ การก่อสร้างเป็นไปตามหลักวิศวกรรมก่อสร้างหรือไม่ ว่า การก่อสร้างถนนในฤดูฝนเช่นนี้ ควรจะสร้างทีละด้านเพื่อให้อีกด้านใช้สัญจรได้สะดวก เนื่องจากขณะนี้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนสัญจรไปมา ต่างได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ผลพวงจากการก่อสร้างถนนพร้อมกันทั้งสองด้าน โดยช่วงนี้ได้มีฝนตกต่อเนื่องร่วม 2 สัปดาห์ สภาพถนนที่ถูกขูดลอกพื้นแอสฟัลต์ หรือพื้นยางมะตอย จนเหลือแต่ดินลูกรัง เมื่อฝนเทลงมาก็กลายเป็นดินโคลน ทำให้รถยนต์ จักรยานยนต์ สัญจรยากลำบาก โดยเฉพาะรถยนต์ถึงขั้นติดหล่ม ต้องจ้างรถไถมาฉุดลาก เสียเงินครั้งละ 300-400 บาท ในขณะที่ผู้รับเหมาก็ไม่ยินดียินร้าย ต่อความเดือดร้อนของประชาชนแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้ประมาณวันที่ 6 กรกฎาคม 69 ตรงบริเวณใกล้สะพานข้ามลำน้ำก่ำ ต.น้ำก่ำ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม หลังมีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ดินโคลนได้ไหลลงถนน ส่งผลให้ถนนลื่นประชาชนสัญจรด้วยความยากลำบาก และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เหตุการณ์ครั้งนั้น ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา
ล่าสุด บริเวณบ้านนาคำเจริญหมู่ 5 ต.น้ำก่ำ ลักษณะไม่ต่างจากบริเวณสะพานข้ามลำน้ำก่ำเลย จากการก่อสร้างถนนในฤดูฝนพร้อมกันทั้งสองเลน รถยนต์ รถจักรยานยนต์ จึงไม่มีช่องทางเลี่ยงหลบ จำเป็นต้องขับฝ่าโคลนตม รถยนต์หลายคันติดหล่มคาถนน ต้องไปว่าจ้างรถไถมาลากจูง เสียเงินเสียทองโดยใช่เหตุ
และมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ภาพและคลิปวิดีโอ สะท้อนความจริงอันน่าสลดใจ บนถนนสายดังกล่าวที่เต็มไปด้วยโคลนจนรถกระบะติดหล่ม ต้องอาศัยรถไถมาช่วยลากจูงขึ้นจากหล่มด้วยความทุลักทุเล พร้อมระบุข้อความสั้นๆ แต่เปี่ยมไปด้วยความอัดอั้นว่า “มึงเชื่อกูบ่คันกูว่าไปบ่ได้คือไปบ่ได้” สภาพถนนที่เห็นในภาพ นับเป็นหลักฐานชั้นดีที่แสดงให้เห็นถึงความลำบากและอันตรายที่ชาวบ้านต้องเผชิญในทุกๆ วัน ชาวบ้านในพื้นที่จึงขอเรียกร้องผ่านสื่ออีกครั้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ ให้เร่งเข้ามาจัดการแก้ไขสภาพถนนอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยให้กลายเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางและสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านไปมากกว่านี้

ซึ่งจากการสอบถาม นางสมบูรณ์ ผายม อายุ 55 ปี ชาวบ้านนาคำเจริญหมู่ 5 ต.น้ำก่ำ ได้เล่าว่าอยากให้หน่วยงานออกมาดูแล โดยเฉพาะเด็กนักเรียนเดือดร้อนหนัก เพราะการสัญจรไปมาลำบาก เด็กนักเรียนบางคนมาแล้วลื่นล้ม ก็ต้องเสียเวลากลับไปเปลี่ยนชุดที่บ้าน กลายว่าต้องมาโรงเรียนสาย ส่วนรถยนต์แล่นมาติดหล่มทุกวัน มีทั้งรถพ่วง รถ 6 ล้อ รถปิกอัพ ฯลฯ โดยไม่ต่างจากชาวบ้านรายอื่นๆ ที่ออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันหมด ทั้งก่อนหน้านี้ได้มีการนำเสนอข่าวถึงความเดือดร้อนในการสัญจรไปมาของชาวบ้านไปแล้ว แต่สถานการณ์กลับดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้น.
