วันที่ 18 มีนาคม 2569 บรรยากาศสถานีบริการน้ำมันทั่วพื้นที่จังหวัดนครพนมตึงเครียดปัญหาน้ำมันดีเซลขาดช่วง ส่งผลให้ทั้งรถบรรทุกและรถยนต์ส่วนบุคคลแห่เข้าคิวรอเติมน้ำมันยาวเหยียด หวั่นสถานการณ์ยิ่งซ้ำเติมจากกระแสข่าวเตรียมปรับขึ้นราคา โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมันบางจาก พื้นที่บ้านสำราญ ต.อาจสามารถ อ.เมืองนครพนม พบว่าน้ำมันดีเซลหมดตั้งแต่ช่วงกลางวัน เหลือเพียงดีเซลพรีเมียม และแก๊สโซฮอล์ 91, 95 ให้บริการเท่านั้น สร้างความกังวลให้กับผู้ใช้รถจำนวนมากที่จำเป็นต้องพึ่งพาดีเซลเป็นหลัก

เมื่อวันที่ 17 มี.ค. เวลาประมาณ 17.00 น. รถบรรทุกน้ำมันดีเซลล็อตใหม่ ปริมาณราว 24,000 ลิตร เดินทางมาถึง ทำให้เจ้าหน้าที่เร่งระบายคิวรถที่จอดรอเต็มพื้นที่ โดยสามารถจำหน่ายน้ำมันให้กับผู้ใช้บริการได้ทันที ท่ามกลางความโล่งใจปนกังวลของผู้ขับขี่จำนวนมาก
ท้าวโอเล่ คนขับรถบรรทุกหิน ชาว สปป.ลาว เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มรถบรรทุกที่วิ่งข้ามแดนระหว่างเมืองท่าแขกกับนครพนม ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและการจำกัดปริมาณการขาย ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังสะท้อนว่าสถานการณ์ในแขวงคำม่วนก็ไม่ต่างกัน โดยราคาน้ำมันดีเซลพุ่งถึง 47–48 บาทต่อลิตร และหลายปั๊มเริ่มขาดแคลนเช่นกัน “ถึงต้นทุนจะสูงขึ้น แต่รายได้ยังเท่าเดิม บางเที่ยวแทบไม่เหลือกำไร แต่ก็ต้องทำต่อ เพราะยังดีกว่าไม่มีงาน” ท้าวโอเล่ กล่าว
ด้านนายจำรัส บัวพุฒิ อายุ 50 ปี คนขับรถขนส่งปูนซิเมนต์ผงข้ามแดน เผยว่า มาตรการจำกัดการเติมน้ำมันเพียง 100 ลิตรต่อครั้ง ไม่เพียงพอต่อการใช้งานจริงของรถบรรทุก ทำให้การวางแผนเดินรถเป็นไปอย่างยากลำบาก และกระทบต่อระบบขนส่งโดยตรง

ขณะที่นายประเสริฐศักดิ์ เขมะลักษณ์ หรือ “อาร์ท” ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันบางจาก ระบุว่า ผู้ใช้น้ำมันส่วนใหญ่เป็นรถบรรทุกขนส่งระหว่างประเทศ ทำให้ต้องจัดสรรการจำหน่ายอย่างเข้มงวด โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ รถบรรทุกทั่วไป เติมไม่เกิน 5,000 บาทต่อครั้ง และกลุ่มฟลีทหรือบัตรน้ำมัน จำกัดวงเงิน 15,000–20,000 บาท เพื่อให้เกิดความสมดุลและไม่กระทบต่อภาคการขนส่ง
อย่างไรก็ตาม จากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับโควตาน้ำมันที่ได้รับมีจำกัด ทำให้ปั๊มน้ำมันในเครือบางจากหลายแห่งเริ่มใกล้หมดโควตา โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล อาจจำเป็นต้องหยุดจำหน่ายบางชนิดในระยะอันใกล้

ผู้ประกอบการจึงเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้พิจารณาปรับการจัดสรรโควตาน้ำมันให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนและภาคการขนส่งที่เป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจในพื้นที่.
