เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ ศาลปกครองจังหวัดอุบลราชธานี มีนายไชยเดช ศิริพร อดีตอัยการจังหวัดอุบลราชธานีและอดีตประธาน กกต.จังหวัดยโสธร ได้รับมอบอำนาจจากนายฉกาจ กันเมือง อายุ 67 ปีกับพวก 10 คน ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการสำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี สังกัด กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการยื่นคำฟ้อง ต่อศาลปกครองอุบลราชธานี เพื่อยื่นฟ้องคดี ประกอบด้วย สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี อธิบดีกรมบัญชีกลาง และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรของรัฐปฎิบัติหน้าที่ล่าช้า หรือละเลยเพิกเฉยตามบทบัญญัติของกฎหมาย มาตรา 9 ( 2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯลฯ ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งหมดได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย จากการปฎิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี ทั้ง 5 เป็นไปตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯลฯ จึงขออาศัยอำนาจของศาลปกครองสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 ปฎิบัติตามมาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือง พ.ศ. 2562


นายไชยเดช ศิริพร อดีตอัยการจังหวัดอุบลราชธานีและอดีตประธาน กกต.จังหวัดยโสธร เปิดเผยว่า นายฉกาจ กันเมือง อายุ 67 ปีกับพวก 10 คน ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการสำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี สังกัด กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยในเรื่องการทุจริตจัดซื้อสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน (ด้านพืช) ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี 2563 ซึ่งมีข้าราชการจากหลายหน่วยงานที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหามี ทั้งข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้าราชการสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และข้าราชการสังกัดกระทรวงสาธารณสุข หลังจากมีการแต่งตั้งกรรมการสอบสวนเมื่อปี 2563 กลุ่มของนายฉกาจ กันเมือง อายุ 67 ปีกับพวก 10 คนที่สังกัด กรมส่งเสริมการเกษตร อดีตข้าราชการอุบลฯ สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร10 ราย ยื่นฟ้องศาลปกครองอุบลฯ อ้าง 5 หน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า ละเลยเพิกเฉย
ทั้งนี้ ผลการสอบสวนจากคณะกรรมการสอบสวน พบว่าไม่มีความผิด รวมไปถึงผลการสอบสวนของ ป.ป.ช.และ สตง. ได้แจ้งยุติเรื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ซึ่งข้าราชการทั้ง10 รายได้เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ปัจจุบันต้องได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่ได้รับเงินบำเหน็จดำรงชีพตามสิทธิที่จะได้รับ มีการติดต่อ ติดตามทวงถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แต่โยนเรื่องกันไป-มา แต่ขณะเดียวกันข้าราชการที่สังกัดหน่วยงานอื่น ที่ถูกกล่าวหาร่วมกระทำความผิดในคดีเดียวกัน เช่นกระทรวงมหาดไทยกระทรวงสาธารณสุขและสำนักนายกรัฐมนตรีได้รับเงินบำเหน็จดำรงชีพกันไปหมดแล้ว แต่ข้าราชการที่สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตรยังไม่ได้ จึงได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองอุบลราชธานี และขอให้ศาลได้มีคำวินิจฉัยสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 ราย ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อจะได้สิทธิเงินบำเหน็จดำรงชีพ คือเงินที่จ่ายให้กับผู้รับบำนาญ เพื่อช่วยเหลือในการดำรงชีพ โดยมีอัตราการจ่ายไม่เกิน 15 เท่า ของบำนาญรายเดือนและสิทธิประโยชน์อื่นๆ
///////////////////////
