วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. พ.ต.ท.จำรัส ศรีหาตา สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองนครพนม นำสำนวนส่งตัวนายพีรพล (สงวนนามสกุล) หรือพี อายุ 24 ปี ชาวบ้านภูเขาทอง หมู่ 3 ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม ฝากขังผัดแรกต่อศาลจังหวัดนครพนม ในข้อหาบุกรุกเคหะสถานในเวลากลางวัน โดยใช้กำลังประทุษร้าย และ เสพยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนกฎหมาย

มูลเหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นางสาวกนกนารถ ใจสนุก หรือนก อายุ 36 ปี ชาวบ้านภูเขาทองหมู่ 12 ต.หนองญาติ ขณะเตรียมอาหารเย็นให้พ่อวัย 67 ปีที่ป่วยติดเตียง ได้มีนายพียืนตะโกนด่าโขมงโฉงเฉงที่หน้าบ้าน โดยไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกันมาก่อน
ขณะเดียวกันนายวิมล บุญพงษ์ษา อายุ 64 ปี ญาติที่มีบ้านใกล้เคียงกัน ออกมายืนดูการกระทำของนายพี ที่กำลังคลุ้มคลั่งจากเสพยาบ้า นายพีเห็นก็ชี้หน้านายวิมลอย่าเดินเข้ามา ไม่เช่นนั้นจะปลุกผีพรายมาหักคอ พร้อมยกมือพนมท่องคาถา และใช้หนังสติ๊กยิงใส่นายวิมล จึงมีคนไปแจ้งผู้นำหมู่บ้านให้ไประงับเหตุ แต่กลับกลัวนายพีจะทำร้ายจึงไม่ออกไป

ด้าน น.ส.นกที่อยู่ในบ้าน และปิดประตูลงกลอนอย่างดี แต่นายพีได้ปีนหน้าต่างเข้าไปในบ้าน กระชากแขนพยายามทำร้าย และทุบทำลายสิ่งของหลายอย่างเสียหาย น.ส.นกสลัดหนีจากเอื้อมมือชายคลั่ง และเกรงพ่อที่นอนป่วยบนเตียงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จะโดนทำร้ายด้วยอีกคน จึงได้โทรศัพท์แจ้งตำรวจสายตรวจ ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ไม้ง่าม ขณะเดียวกันนายสมพร (สงวนนามสกุล) อายุ 53 ปี พ่อของนายพีก็ได้รีบมาขอร้องลูกชายให้สงบสติอารมณ์ เหมือนน้ำมันราดลงกองไฟ นายพียิ่งคลุ้มคลั่งหนักกว่าเดิม ตำรวจสายตรวจจำนวน 5 นายจึงปฏิบัติตามยุทธวิธี เข้ากอดรัดฟัดเหวี่ยง ใช้เครื่องช๊อตไฟฟ้าหวังสยบความบ้าคลั่ง โดยมีนายสมพรพ่อนายพีร่วมจับตัวลูกชายด้วย แต่กว่าจะควบคุมตัวไว้ได้ก็เล่นเอาเหนื่อย สวมกุญแจมือนำตัวไปยัง สภ.เมืองนครพนม แต่นายพียังไม่หายคลั่ง พยายามจะถอดกุญแจมือเพื่อหลบหนี

สอบถามนายสมพรผู้เป็นพ่อ เล่าว่ามีลูกชาย 2 คน คนโตเอางานเอาการ ส่วนนายพีลูกคนเล็กหลังติดยาบ้างอมแงม ก็เห็นอะไรขวางหูขวางตา จะอาละวาดทั้งคนที่บ้าน และในหมู่บ้าน สร้างความหวาดกลัวต่อคนในชุมชนตลอดเวลา แม้เคยส่งตัวบำบัดหลายครั้งก็ไม่ดีขึ้น จะหวนกลับไปเสพเหมือนเดิม เพราะยาบ้าชุกชุมแค่เดินผ่านก็ได้แล้ว

“ก่อนเขาจะคลุ้มคลั่งจะไม่ยอมหลบยอมนอน รู้เลยว่าไม่นานจะคลุ้มคลั่งอาละวาด ผมเคยปรึกษากับเมียว่า แจ้งตำรวจมาจับลูกเราไปเข้าคุกดีกว่า ขืนอยู่อย่างนี้ไม่รู้วันไหนจะจำหน้าพ่อแม่ไม่ได้ รวมถึงห่วงใยคนในชุมชนจะโดนทำร้าย ซึ่งเมียก็เห็นดีด้วย ผมรักลูกนะแต่เพื่อส่วนรวม ขอให้ดำเนินคดีทุกข้อหา เขาจะได้ห่างไกลยาเสพติด ผมยังหวังให้ได้ลูกกลับคืนมาฯ” นายสมพรกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ
ทางด้าน นายวิมล และ น.ส.นกผู้เสียหาย ได้เดินไปพูดคุยกับนายสมพร เพราะเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันเสมอมา ซึ่งผู้เป็นพ่อยินดีให้แจ้งข้อหา อยู่ในเรือนจำ 2 ปีหรือ 3 ปีได้ยิ่งดี.
